ต่อมบาร์โธลินอักเสบ (Bartholin’s Gland Cyst & Abscess) คืออะไร? สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ

เมื่อคลำพบก้อนบริเวณปากช่องคลอด หลายคนอาจคิดถึงโรคร้ายแรงอย่างเนื้องอกหรือโรคมะเร็ง แต่หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยคือภาวะต่อมบาร์โธลินอักเสบ (Bartholin’s Gland Abscess) ซึ่งเกิดจากการอุดตันของต่อมบาร์โธลิน ทำให้มีของเหลวสะสมจนกลายเป็นถุงน้ำ และอาจทำให้เกิดอาการปวด บวม แดง หรือมีหนองบริเวณปากช่องคลอด จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต


แม้ว่าภาวะต่อมบาร์โธลินอักเสบ จะไม่ใช่โรคที่อันตรายในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้ฝีมีขนาดใหญ่ขึ้น เกิดการติดเชื้อรุนแรง หรือกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้น การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกและเข้ารับการตรวจจากสูตินรีแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม


ในบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักว่าต่อมบาร์โธลินอักเสบคืออะไร มีอาการอย่างไร วิธีรักษา รวมถึงแนวทางการดูแลตนเองและการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและช่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

คลิกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย

ต่อมบาร์โธลินอักเสบคืออะไร?

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ คืออะไร?

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ (Bartholin’s Gland Abscess) คือภาวะที่ต่อมบาร์โธลินซึ่งทำหน้าที่สร้างสารหล่อลื่นบริเวณปากช่องคลอดเกิดการอักเสบ โดยอาจเกิดจากการอุดตันของท่อเปิดของต่อม ทำให้สารคัดหลั่งสะสมและเกิดการติดเชื้อตามมา ผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีอาการบวม แดง เจ็บ หรือมีก้อนบริเวณปากช่องคลอด และหากมีการติดเชื้อรุนแรงอาจเกิดเป็นฝีที่มีหนองภายในได้ หากไม่ได้รับการรักษา อาการอาจรุนแรงขึ้นและทำให้ก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นจนส่งผลต่อการเดิน การนั่ง หรือการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงอาจทำให้การติดเชื้อแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงได้

ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี
ต่อมบาร์โธลินอยู่ตรงไหน?

ต่อมบาร์โธลิน อยู่ตรงไหน?

ต่อมบาร์โธลินเป็นต่อมขนาดเล็ก ขนาดเท่าเมล็ดถั่ว อยู่บริเวณด้านซ้ายและด้านขวาของปากช่องคลอด โดยอยู่บริเวณส่วนล่างของช่องคลอดใกล้กับแคมเล็ก มีท่อขนาดเล็กเชื่อมต่อจากต่อมมายังบริเวณปากช่องคลอด ทำหน้าที่ผลิตและหลั่งสารหล่อลื่นออกมาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณปากช่องคลอด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการกระตุ้นทางเพศ

สาเหตุของต่อมบาร์โธลินอักเสบ

ต่อมบาร์โธลินอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการอุดตันของท่อระบายสารคัดหลั่งหรือการติดเชื้อ ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุสำคัญออกเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

ท่อของต่อมบาร์โธลินอุดตัน

เมื่อท่อที่ทำหน้าที่ระบายสารคัดหลั่งจากต่อมบาร์โธลินเกิดการอุดตัน สารคัดหลั่งจะไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติและเกิดการสะสมจนกลายเป็นก้อนหรือถุงน้ำ และหากมีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่บริเวณดังกล่าว อาจทำให้เกิดการอักเสบและพัฒนาเป็นฝีได้

การติดเชื้อแบคทีเรีย

เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บริเวณผิวหนังหรือช่องคลอดสามารถเข้าสู่ท่อของต่อมบาร์โธลินและทำให้เกิดการอักเสบได้ โดยอาจพบเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด เช่น Escherichia coli (E. coli) รวมถึงเชื้อที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หนองในแท้และหนองในเทียม

การติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด โดยเฉพาะหนองในแท้และหนองในเทียม อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ต่อมบาร์โธลินเกิดการติดเชื้อและอักเสบได้ จึงควรพิจารณาตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมหากมีอาการผิดปกติบริเวณช่องคลอดร่วมด้วย

สุขอนามัยที่ไม่ดี

การดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะสะสมบริเวณปากช่องคลอดและเข้าสู่ท่อของต่อมบาร์โธลิน ทำให้เกิดการติดเชื้อและการอักเสบตามมา อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดมากเกินไปหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองก็อาจรบกวนสมดุลบริเวณช่องคลอดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองได้เช่นกัน

การเสียดสีและความอับชื้น

การเสียดสีบริเวณอวัยวะเพศจากการสวมเสื้อผ้าที่รัดแน่น การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดการเสียดสีซ้ำ ๆ อาจทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวเกิดการระคายเคือง ประกอบกับความอับชื้นที่เอื้อต่อการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย จึงอาจเพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณต่อมบาร์โธลินได้

อาการของต่อมบาร์โธลินอักเสบ

อาการของต่อมบาร์โธลินอักเสบอาจแตกต่างกันไปตามระยะของอาการและระดับการอักเสบ โดยในระยะแรกอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยและสังเกตได้ไม่ชัดเจน แต่หากมีการติดเชื้อ อาการมักรุนแรงขึ้นและอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้

ระยะแรกเริ่ม

ในระยะแรก หากท่อของต่อมบาร์โธลินเกิดการอุดตัน อาจทำให้สารคัดหลั่งไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ จนเกิดเป็นก้อนบริเวณปากช่องคลอด โดยอาการที่อาจพบ ได้แก่

  • คลำพบก้อนหรือตุ่มบริเวณด้านใดด้านหนึ่งของปากช่องคลอด
  • รู้สึกตึงหรือระคายเคืองบริเวณปากช่องคลอด
  • รู้สึกเจ็บหรือไม่สบายเมื่อเดิน นั่ง หรือเคลื่อนไหว
  • บางรายอาจไม่มีอาการเจ็บชัดเจน โดยเฉพาะหากก้อนมีขนาดเล็ก

ระยะเมื่อเกิดการติดเชื้อ

หากมีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่บริเวณที่เกิดการอุดตัน อาจทำให้เกิดการอักเสบและพัฒนาเป็นฝีของต่อมบาร์โธลิน ส่งผลให้อาการรุนแรงขึ้น เช่น

  • ก้อนบริเวณปากช่องคลอดมีขนาดใหญ่ขึ้นและกดเจ็บมาก
  • บริเวณรอบก้อนมีอาการบวม แดง และร้อน
  • มีอาการปวดมากขึ้น โดยเฉพาะขณะเดิน นั่ง หรือมีเพศสัมพันธ์
  • อาจมีหนองหรือสารคัดหลั่งออกจากก้อน หากฝีแตกหรือมีการระบายหนอง
  • ในบางรายอาจมีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกไม่สบายตัว หากการติดเชื้อมีความรุนแรง

หากพบก้อนที่ปากช่องคลอดและมีอาการปวด บวม แดง มีหนอง หรือมีไข้ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นต่อมบาร์โธลินอักเสบหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นร่วมด้วย

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ มีลักษณะอย่างไร?

ต่อมบาร์โธลินอักเสบสามารถสังเกตได้จากความผิดปกติบริเวณปากช่องคลอด โดยอาการและลักษณะที่พบอาจแตกต่างกันตามระยะของการอักเสบและการติดเชื้อ หากพบก้อน บวม แดง หรือมีอาการเจ็บบริเวณดังกล่าว ควรสังเกตลักษณะร่วมอื่น ๆ เพื่อประเมินความรุนแรงเบื้องต้น ดังนี้

มีก้อนบวมบริเวณปากช่องคลอด

มักคลำพบก้อนบริเวณด้านใดด้านหนึ่งของปากช่องคลอด เนื่องจากต่อมบาร์โธลินอยู่บริเวณด้านซ้ายและขวาของทางเข้าช่องคลอด ก้อนอาจมีขนาดเล็กในระยะแรก และอาจโตขึ้นเมื่อมีการอุดตันหรือเกิดการอักเสบ โดยอาจรู้สึกตึงหรือไม่สบายบริเวณดังกล่าว

มีอาการเจ็บหรือปวดบริเวณก้อน

หากต่อมบาร์โธลินเกิดการอักเสบ อาจมีอาการเจ็บหรือปวดบริเวณก้อน โดยเฉพาะขณะเดิน นั่ง หรือมีเพศสัมพันธ์ หากมีการติดเชื้อและกลายเป็นฝี อาการปวดมักรุนแรงขึ้นและกดบริเวณก้อนแล้วเจ็บมาก

บริเวณปากช่องคลอดบวม แดง หรือร้อน

ผิวหนังบริเวณที่เกิดการอักเสบอาจมีอาการบวม แดง และรู้สึกร้อนกว่าบริเวณโดยรอบ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้เมื่อมีการอักเสบของเนื้อเยื่อ และมักเห็นได้ชัดขึ้นหากมีการติดเชื้อร่วมด้วย

มีก้อนนิ่มหรือมีหนองภายใน

หากการอักเสบรุนแรงจนเกิดเป็นฝี ก้อนอาจมีลักษณะนิ่มหรือคล้ายมีของเหลวอยู่ภายใน และอาจมีหนองสะสมอยู่ภายในก้อน บางรายอาจมีหนองไหลออกมาเอง แต่ไม่ควรบีบหรือเจาะก้อนด้วยตนเอง เพราะอาจทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้น

มีไข้หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย

ในกรณีที่มีการติดเชื้อ อาจพบอาการไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมกับอาการปวดและบวมบริเวณปากช่องคลอด โดยเฉพาะเมื่อการติดเชื้อมีความรุนแรงมากขึ้น ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ อันตรายไหม?

ต่อมบาร์โธลินอักเสบโดยทั่วไปไม่ใช่ภาวะที่อันตรายร้ายแรง หากได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก แต่หากปล่อยให้อาการอักเสบดำเนินต่อไปโดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้นและกลายเป็นฝีที่ต่อมบาร์โธลิน ซึ่งมักมีอาการบวมแดง ปวดมาก และอาจมีหนองสะสมภายในก้อน นอกจากนี้ หากมีการติดเชื้อและปล่อยไว้นาน อาจทำให้การอักเสบลุกลามไปยังเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงได้ ดังนั้น หากพบก้อนผิดปกติบริเวณปากช่องคลอด มีอาการปวด บวม แดง หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรบีบหรือเจาะก้อนด้วยตนเอง

วิธีรักษาต่อมบาร์โธลินอักเสบ

การรักษาภาวะต่อมบาร์โธลินอักเสบขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน ระดับความเจ็บปวดและการติดเชื้อ หากเป็นถุงน้ำขนาดเล็กและไม่มีอาการเจ็บปวดรุนแรงอาจดูแลด้วยตนเองที่บ้านได้ แต่หากก้อนมีขนาดใหญ่ กลายเป็นฝีหนอง หรือมีอาการปวดรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

การดูแลและรักษาด้วยตนเอง

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเริ่มแรก ถุงน้ำมีขนาดเล็ก หรือยังไม่มีการติดเชื้อเป็นหนองรุนแรง

  • การนั่งแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath) : ผสมน้ำอุ่นในกะละมังขนาดใหญ่ที่สามารถนั่งแช่ได้ แล้วนั่งแช่ให้ช่วงอวัยวะเพศจมอยู่ในน้ำอุ่นครั้งละ 10–15 นาที วันละ 3–4 ครั้ง ความร้อนจะช่วยขยายท่อต่อมบาร์โธลิน ทำให้ของเหลวที่อุดตันอยู่ค่อยๆ ระบายออกมาได้เอง และช่วยบรรเทาอาการปวด
  • การรับประทานยาแก้ปวด : สามารถรับประทานยาบรรเทาอาการปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อลดอาการปวดและบวม
  • การงดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง : หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด และงดการสวมใส่กางเกงที่คับแน่นเกินไป เพื่อลดการกดทับและการอักเสบเพิ่มเติม
  • ห้ามบีบ เจาะ หรือบีบเค้นก้อนถุงน้ำด้วยตนเองอย่างเด็ดขาด : เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนและแพร่กระจายลึกลงไปในเนื้อเยื่อข้างเคียง

การรักษาทางการแพทย์

หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน ก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น ร้อน แดง หรือมีอาการปวดรุนแรงจนเดินหรือนั่งลำบาก ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อทำการรักษาตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • การรับประทานยาปฏิชีวนะ : แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างชัดเจน มีไข้ หรือตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม หากเป็นเพียงถุงน้ำอุดตันที่ไม่มีการติดเชื้อ ยาปฏิชีวนะอาจไม่จำเป็น
  • การผ่าตัดระบายหนอง : เป็นวิธีมาตรฐานเมื่อถุงน้ำกลายเป็นฝีหนอง แพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วเจาะแผลขนาดเล็กที่ก้อนเพื่อระบายหนองออก จากนั้นอาจใส่สายยางขนาดเล็กไว้ประมาณ 2–4 สัปดาห์ เพื่อเปิดช่องทางให้ของเหลวไหลออกได้สะดวกและป้องกันไม่ให้แผลปิดก่อนที่ท่อจะฟื้นตัว
  • การทำศัลยกรรมเปิดขอบถุงน้ำ (Marsupialization) : เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นต่อมบาร์โธลินอักเสบซ้ำซ้อนหลายครั้ง แพทย์จะผ่าเปิดถุงน้ำแล้วเย็บขอบถุงน้ำติดกับผิวหนังภายนอก สร้างเป็นถุงเปิดขนาดเล็กเพื่อให้ของเหลวระบายออกมาได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใส่สายยางทิ้งไว้
  • การผ่าตัดตัดต่อมบาร์โธลินออก : เป็นวิธีสุดท้ายที่จะเลือกใช้ ในกรณีที่ทำการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วยังเกิดการอักเสบซ้ำๆ หลายครั้ง หรือใช้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากเพื่อส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา

ต่อมบาร์โธลินอักเสบ หายเองได้ไหม?

ต่อมบาร์โธลินอักเสบสามารถหายเองได้หากเป็นเพียงถุงน้ำขนาดเล็กที่ยังไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน ซึ่งสามารถช่วยให้ยุบลงได้ด้วยการนั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 10–15 นาที แต่หากก้อนเริ่มขยายใหญ่ กลายเป็นฝีหนอง มีอาการปวด บวม แดง ร้อน หรือมีไข้ร่วมด้วย จะไม่สามารถหายเองได้และจำเป็นต้องพบสูตินรีแพทย์เพื่อผ่าระบายหนองหรือรับประทานยาปฏิชีวนะ โดยทั่วไปไม่ใช่โรคร้ายแรงจึงไม่ต้องกังวลจนเกินไป แต่หากมีอาการปวดรุนแรงกระทบการดำเนินชีวิต หรือพบก้อนในผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องและปลอดภัย

วิธีป้องกันต่อมบาร์โธลินอักเสบ

วิธีป้องกันต่อมบาร์โธลินอักเสบแม้ว่าการเกิดการอุดตันของท่อต่อมบาร์โธลินบางครั้งจะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่การลดโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียและการดูแลอนามัยบริเวณจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดต่อมบาร์โธลินอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

รักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี

ทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอกด้วยน้ำสะอาดหรือสบู่อ่อนๆ เป็นประจำทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างจุดซ่อนเร้นที่มีสารเคมีรุนแรงหรือน้ำหอม เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำลายสมดุลของแบคทีเรียชนิดดี รวมถึงหลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอดซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ

เช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังเสมอ

หลังจากการขับถ่าย ทั้งการปัสสาวะและอุจจาระ ควรใช้กระดาษชำระเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้า (บริเวณอวัยวะเพศ) ไปด้านหลัง (บริเวณรูตูด) เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียจากลำไส้ใหญ่และอุจจาระ เช่น เชื้อ E. coli ปนเปื้อนเข้าไปยังช่องคลอดและปากท่อต่อมบาร์โธลิน

สวมใส่เสื้อผ้าและกางเกงชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี

เลือกสวมใส่กางเกงชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย (Cotton) ซึ่งระบายอากาศและความชื้นได้ดี หลีกเลี่ยงการสวมกางเกงหรือกางเกงชั้นในที่คับแน่นจนเกินไปเป็นเวลานาน เพราะความอับชื้นและความร้อนสะสมจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย

ป้องกันการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์

เชื้อแบคทีเรียจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ (Gonorrhea) และหนองในเทียม (Chlamydia) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต่อมบาร์โธลินเกิดการอักเสบและกลายเป็นฝีหนอง การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับเชื้อเหล่านี้ได้อย่างมาก

เปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอในช่วงมีประจำเดือน

ในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 3–4 ชั่วโมง เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและความชื้นสะสมบริเวณจุดซ่อนเร้น และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ผ้าอนามัยเปียกชื้นเป็นเวลานาน

FAQ

Bartholin gland cyst คืออะไร?

Bartholin gland cyst คือถุงน้ำที่เกิดจากท่อของต่อม Bartholin อุดตัน ทำให้ของเหลวสะสมจนเกิดเป็นก้อนบริเวณปากช่องคลอด โดยบางรายอาจไม่มีอาการ แต่หากก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นอาจทำให้รู้สึกเจ็บหรือไม่สบายได้

Bartholin gland cyst กับ Bartholin gland abscess ต่างกันอย่างไร?

คือถุงน้ำที่เกิดจากการอุดตันของท่อ ส่วน abscess คือภาวะที่ cyst เกิดการติดเชื้อและมีหนองสะสม มักมีอาการปวด บวม แดง ร้อน หรือมีไข้ร่วมด้วย

Bartholin cyst หายเองได้ไหม?

ก้อนขนาดเล็กที่ไม่มีอาการอาจหายได้เองและบางกรณีไม่จำเป็นต้องรักษา แต่หากก้อนมีขนาดใหญ่ เจ็บมาก หรือมีการติดเชื้อ ควรพบสูตินรีแพทย์เพื่อประเมินการรักษาที่เหมาะสม

Bartholin cyst ประคบน้ำอุ่นได้ไหม?

การแช่น้ำอุ่นบริเวณดังกล่าว (sitz bath) วันละหลายครั้งเป็นเวลา 3–4 วัน อาจช่วยลดความไม่สบายและช่วยให้ cyst ขนาดเล็กระบายออกได้เองในบางราย

Bartholin cyst แตกเองอันตรายไหม?

หาก cyst หรือ abscess แตกและมีของเหลวไหลออก อาการปวดมักลดลง ควรรักษาความสะอาดและดูแลบริเวณดังกล่าวให้แห้ง อย่างไรก็ตาม หากยังมีอาการปวด บวม แดง มีหนอง หรือมีไข้ ควรพบแพทย์

สามารถบีบหรือเจาะ Bartholin cyst เองได้ไหม?

ไม่ควรบีบหรือเจาะก้อนด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือทำให้อาการรุนแรงขึ้น หากจำเป็นต้องระบาย cyst หรือ abscess ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและทำหัตถการ

Bartholin gland abscess ต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?

การรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะของการติดเชื้อและอาการของผู้ป่วย ในบางกรณีอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะเมื่อมีการติดเชื้อร่วมกับอาการทางระบบหรือ cellulitis แต่การระบายหนองอาจเป็นส่วนสำคัญของการรักษา

Bartholin cyst กลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?

สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ หากเกิดซ้ำหรือมีอาการรบกวน แพทย์อาจพิจารณาการรักษา เช่น Word catheter หรือ marsupialization เพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์เรื่อง Bartholin cyst?

ควรพบแพทย์หากมีก้อนบริเวณปากช่องคลอด โดยเฉพาะเมื่อก้อนโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เจ็บมาก มีหนอง บวมแดง ร้อน หรือมีไข้ และหากพบก้อนใหม่บริเวณนี้ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม

Medical References

  • University College London Hospitals NHS Foundation Trust (UCLH). Bartholin’s Cyst or Abscess.
    ครอบคลุมลักษณะของ cyst และ abscess อาการ การดูแลแบบ conservative และทางเลือกในการรักษา
  • Illingworth BJG, et al. Evaluation of treatments for Bartholin’s cyst or abscess: A systematic review. BJOG: An International Journal of Obstetrics & Gynaecology. 2020.
    งาน systematic review ที่ทบทวนหลักฐานเกี่ยวกับวิธีการรักษา Bartholin’s cyst และ abscess โดยเฉพาะแนวทางการระบายและลดการกลับเป็นซ้ำ
  • NHS. Bartholin’s cyst.
    ข้อมูลเกี่ยวกับอาการที่ควรพบแพทย์ การติดเชื้อ สาเหตุ การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและการระบาย cyst รวมถึงการใช้ Word catheter

แชร์เลย:
ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี