ไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ คืออะไร ทำไม WHO จึงจัดเป็นภาวะฉุกเฉิน
หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ทำให้หลายคนเริ่มให้ความสนใจกับไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจมากขึ้น พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความรุนแรงของโรค รวมถึงการมีอยู่ของวัคซีนป้องกัน โดยบทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันตัวเองจากการระบาดของเชื้อ

โรคอีโบลา คืออะไร?
โรคอีโบลา หรือ โรคไข้เลือดออกอีโบลา (Ebola Haemorrhagic Fever) คือโรคติดเชื้อรุนแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus) ซึ่งสามารถก่อให้เกิดไข้สูงและภาวะเลือดออกผิดปกติได้ โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้ถูกพบครั้งแรกใกล้แม่น้ำอีโบลาในทวีปแอฟริกา ชื่อของแม่น้ำจึงถูกนำมาเป็นชื่อของโรค
ปัจจุบันการระบาดของเชื้ออีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา ยังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังคองโกพบผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 80 ราย ผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 8 ราย และผู้ป่วยต้องสงสัยอีก 246 ราย ในพื้นที่จังหวัดอิตูรีซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาด ขณะที่ยูกันดาพบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 2 รายในกรุงกัมปาลา โดยมีผู้เสียชีวิต 1 ราย รวมถึงพบผู้ติดเชื้อยืนยันอีก 1 รายในกรุงกินชาซา เมืองหลวงของคองโก ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเพื่อให้หลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขเพิ่มระดับการเฝ้าระวัง และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อในวงกว้าง
ไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ ต่างจากสายพันธุ์อื่นอย่างไร
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ระบุว่า เชื้อไวรัสอีโบลาที่กำลังระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดา เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์บุนดีบูโจ (Bundibugyo ebolavirus) ซึ่งพบการระบาดได้ไม่บ่อยเท่าสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire ebolavirus) ที่เคยก่อการระบาดครั้งใหญ่ในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม แม้สายพันธุ์บุนดีบูโจจะมีความรุนแรงต่ำกว่าสายพันธุ์ซาอีร์ แต่ก็ยังเป็นเชื้ออันตรายที่สามารถแพร่กระจายและก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้เช่นกัน

อาการของโรคอีโบลาที่ควรรู้
อาการของไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ จะใกล้เคียงกับอีโบลาสายพันธุ์อื่น โดยผู้ติดเชื้อมักเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 2–21 วัน ซึ่งอาการที่พบได้ ได้แก่
- มีไข้สูงเฉียบพลัน
- อ่อนเพลีย
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
- เจ็บคอ
- อาเจียน
- ท้องเสีย
- ปวดท้อง
- มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือมีจ้ำเลือดตามร่างกาย
- อวัยวะภายในทำงานล้มเหลว
ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะเลือดออกภายใน อวัยวะล้มเหลว และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ โดยอาการของสายพันธุ์บุนดีบูโจมักถูกมองว่ามีความรุนแรงต่ำกว่าสายพันธุ์ซาอีร์ แต่อย่างไรก็ตาม ยังถือเป็นเชื้ออันตรายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
เชื้อไวรัสอีโบลา ติดต่ออย่างไร
เชื้อไวรัสอีโบลาทุกสายพันธุ์ สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกายของสัตว์ติดเชื้อ เช่น ค้างคาวผลไม้ สัตว์ตระกูลลิง และเม่น นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตจากโรคอีโบลาได้อีกด้วย
เชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ มีวัคซีนป้องกันไหม
ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันเชื้ออีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ โดยเฉพาะ แม้ว่าวัคซีนอีโบลาบางชนิดจะถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ แต่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันสายพันธุ์ซาอีร์เป็นหลัก

วิธีป้องกันโรคอีโบลาด้วยตนเอง
เพื่อความปลอดภัย คุณสามารถป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโจ ได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าที่อาจเป็นพาหะของเชื้อ เช่น ค้างคาวผลไม้และสัตว์ตระกูลลิง
- ล้างผักผลไม้ก่อนรับประทานเสมอ
- ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- สวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องดูแลหรือสัมผัสผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หากไม่จำเป็น
- ติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
สรุป
แม้ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้ออีโบลา และยังไม่มีการประกาศระบาดใหญ่ทั่วโลก แต่การเกาะติดสถานการณ์และดูแลสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและสกัดกั้นการแพร่ระบาดได้





















