CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น คืออะไร ลดไขมันส่วนเกินได้แค่ไหน

CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น คืออะไร ลดไขมันส่วนเกินได้แค่ไหน

หากพูดถึงหัตถการกำจัดไขมันแบบไม่ต้องผ่าตัด CoolSculpting นับเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง แต่ CoolSculpting มีบทบาทอย่างไรในการจัดการไขมันส่วนเกินในร่างกาย และแตกต่างจากวิธีอื่นอย่างไรนั้น บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจ ชี้แจงถึงข้อดี และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำ CoolSculpting เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกวิธีกำจัดไขมันที่เหมาะสมกับตัวท่านเองก่อนเข้ารับบริการ

CoolSculpting คืออะไร

เป็นเทคโนโลยีกำจัดไขมันเฉพาะจุดแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยจะใช้เครื่อง CoolSculpting ทำการแช่แข็งเซลล์ไขมันใต้ผิวหนังตามจุดที่กำหนด ก่อนที่เซลล์ไขมันในบริเวณดังกล่าวให้ออกไปจากร่างกาย

หลักการทำงานของ CoolSculpting

การดูดไขมันด้วยเครื่อง CoolSculpting จะเริ่มจากการใช้หัวดูดดูดเอาผิวหนังบางส่วนเข้าไป และลดอุณหภูมิของผิวหนังส่วนนั้นลงเป็นระยะเวลา 35 นาที เพื่อแช่แข็งเซลล์ไขมันให้ตายด้วยอุณหภูมิติดลบ เมื่อเซลล์ไขมันใต้ผิวหนังตาย ร่างกายก็จะทำการขับเซลล์เหล่านั้นออกจากร่างกายผ่านทางระบบขับถ่าย

CoolSculpting ลดไขมันส่วนเกินได้จริงไหม

การดูดไขมันด้วยเครื่อง CoolSculpting สามารถลดไขมันส่วนเกินได้จริง โดยการทำ CoolSculpting เพียงหนึ่งครั้ง สามารถลดไขมันเฉพาะจุดได้มากถึง 25% และจะเห็นผลชัดเจนภายใน 3 เดือน

ปรึกษาหมอฟรี

ทำ CoolSculpting อันตรายไหม

การทำ CoolSculpting ไม่ใช่หัตถการที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และไม่ทำให้เกิดแผลภายนอก หากเกิดอาการเจ็บ หรือมีแผลไหม้บนผิวหนังหลังทำ CoolSculpting อาจเป็นไปได้ว่าเครื่องมือที่ใช้ในการทำหัตถการอาจเป็นของปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรืออาจจะเป็นเพราะแพทย์ที่ทำหัตถารยังไม่มีความชำนาญมากพอนั่นเอง

ต้องระวังอะไรบ้าง

ข้อมูลดังต่อไปนี้คือข้อควรระวังที่ท่านควรทราบก่อนทำ CoolSculpting เพื่อลดความเสี่ยง และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต มีดังนี้

  • ควรระวังการใช้เครื่อง CoolSculpting ปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะการใช้เครื่องปลอมอาจทำให้เกิดแผลไหม้ รอยแดง และรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในบริเวณที่ทำได้
  • ควรทำ CoolSculpting กับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่อง CoolSculpting เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็ฯไปตามที่ต้องการ
  • ก่อนการดูดไขมันด้วยเครื่อง CoolSculpting ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษา และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดูดไขมันด้วยวิธีนี้
  • ควรแจ้งโรคประจำตัว และประวัติการรักษาก่อนที่จะมาทำ CoolSculpting เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
  • งดการรับประทานยาที่ส่งผลกระทบต่อการแข็งตัวของเลือด รวมไปถึงยาที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เช่น แอสไพริน

CoolSculpting ต้องทำบ่อยแค่ไหน

หากท่านใดที่มีปัญหาไขมันสะสมน้อย การทำ CoolSculpting เพียง 1 – 2 ครั้งก็เพียงพอที่จะทำให้ไขมันลดลงได้โดยไม่ต้องทำซ้ำ แต่หากท่านใดที่คิดว่าปัญหาไขมันสะสมที่ท่านพบนั้นร้ายแรง และแก้ไขได้ยาก ท่านก็สามารถทำซ้ำได้อีก 2 – 3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการ

การทำ CoolSculpting กับการจัดการไขมันแบบอื่น

นี่คือข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการทำ CoolSculpting กับการกำจัดไขมันในรูปแบบอื่น เพื่อเป็นตัวช่วยให้ทุกท่านตัดสินใจเลือกวิธีจัดการไขมันได้ง่ายยิ่งขึ้น

CoolSculpting Vs ดูดไขมัน

การดูดไขมันหัตการผ่าตัดที่จะช่วยแก้ปัญหาไขมันส่วนเกินสำหรับผู่ที่มีปัญหาไขมันสะสมมากเกินเกณฑ์ปกติ โดยแพทย์จะสอดเครื่องมือเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังเพื่อดูดไขมันออกจากร่างกายโดยตรง ทำให้เกิดแผลขนาดเล็กขึ้นหลังผ่าตัดดูดไขมัน

ต่างจาก CoolSculpting ที่เป็นการดูดไขมันโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ใช้ยาชา และไม่ก่อให้เกิดแผล หรือ แผลเป็นบนผิวหลังทำหัตถการ การทำ CoolSculpting จึงเหมาะสำหรับท่านที่ไม่มีเวลาพักฟื้น และไม่สะดวกดูแลแผลหลังการผ่าตัดนั่นเอง

CoolSculpting Vs ออกกำลังกาย

การทำ CoolSculpting กับการออกกำลังกายแม้จะเป็นการกำจัดไขมันแบบไร้แผลเหมือนกัน แต่ระยะเวลาในการแสดงผล และรูปแบบของผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน

การออกกำลังกายเป็นวิธีจัดการไขมันที่ใช้เวลานาน และใช้ความอดทนค่อนข้างสูง แต่ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากออกกำลังกายเป็นเวลานานนอกจากจะช่วยลดไขมันในร่างกายแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม

ในขณะที่การทำ CoolSculpting จะเป็นการใช้เครื่องมือเข้าไปแช่แข็งเซลล์ไขมันในจุดที่ไม่สามารถลดได้ด้วยการออกกำลังกาย ช่วยให้การลดสัดส่วนมีความแม่นยำ และเห็นผลได้ในระยะเวลาสั้น ๆ โดยไม่กระทบต่อตารางชีวิตปกติ

แชร์เลย:
register