โควิด 19 cicada คืออะไร? อัปเดตข้อมูลสายพันธุ์ใหม่ อาการ และวิธีป้องกัน

โควิด 19 cicada คืออะไร อัปเดตข้อมูลสายพันธุ์ใหม่ อาการ และวิธีป้องกัน

โควิด 19 Cicada หรือสายพันธุ์ BA.3.2 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่องค์การอนามัยโลกจัดอยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่ต้องติดตาม (Variant Under Monitoring: VUM) เนื่องจากพบการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหลายตำแหน่ง แม้ชื่อ Cicada และข่าวการพบเชื้อในหลายประเทศอาจทำให้หลายคนกังวล แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ โดยบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่า โควิด 19 Cicada คืออะไร มีอาการแบบไหน แพร่เชื้ออย่างไรและควรป้องกันหรือดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อให้รับมือได้อย่างเหมาะสมและไม่ตื่นตระหนกเกินความจำเป็น

โควิด 19 cicada คืออะไร

โควิด 19 cicada คืออะไร

โควิด 19 Cicada คือชื่อที่ใช้เรียกโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.3.2 ซึ่งอยู่ในกลุ่มโอมิครอนและยังคงเกิดจากเชื้อ SARS-CoV-2 เช่นเดียวกับโควิดสายพันธุ์อื่นๆ โดยคำว่า “Cicada” เป็นเพียงชื่อที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อให้จดจำได้ง่าย ไม่ได้หมายความว่าเชื้อเกี่ยวข้องหรือติดต่อผ่านแมลงจั๊กจั่น ปัจจุบันสายพันธุ์นี้ได้รับการติดตามเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหลายตำแหน่ง แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิดอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ ดังนั้นควรติดตามข้อมูลล่าสุดจาก WHO กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่น่าเชื่อถือ

โควิด 19 cicada มีอาการอย่างไร

โควิด 19 cicada มีอาการอย่างไร

โควิด-19 Cicada นั้นจะมีความรุนแรงและลักษณะอาการที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายพันธุ์ Cicada นั้นจะมีอาการเฉพาะหรือก่อให้เกิดโรครุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น โดยอาการที่อาจพบได้ มีดังนี้

อาการที่พบได้บ่อย

ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจและอาการทั่วไปของร่างกาย มีดังนี้

ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี
  • ไข้หรือมีไข้ต่ำๆ บางรายอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
  • ไอ อาจเป็นไอแห้งหรือมีเสมหะ
  • เจ็บคอ ตั้งแต่ระคายคอไปจนถึงเจ็บมากขณะกลืน
  • น้ำมูกหรือคัดจมูก คล้ายอาการหวัด
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ

อาการที่อาจพบในบางราย

นอกจากอาการข้างต้น บางคนอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย มีดังนี้

  • การรับกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป สามารถพบได้แต่ไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย
  • คลื่นไส้
  • ท้องเสียหรือถ่ายเหลว
  • หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบาก
  • แน่นหน้าอก

ทั้งนี้ความรุนแรงของอาการ โควิด 19 Cicada อาจแตกต่างกันตามหลายปัจจัย เช่น อายุ โรคประจำตัว ภูมิคุ้มกันของแต่ละคนและประวัติการได้รับวัคซีน COVID-19 โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการหายใจลำบาก แน่นหรือเจ็บหน้าอกหรืออาการผิดปกติรุนแรง ควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

โควิด 19 cicada ติดต่ออย่างไร

โควิด 19 cicada ติดต่ออย่างไร

โควิด 19 Cicada สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ในลักษณะเดียวกับโควิด-19 สายพันธุ์อื่น โดยเฉพาะผ่านละอองฝอยและอนุภาคจากระบบทางเดินหายใจ ซึ่งลักษณะการแพร่เชื้อที่ควรรู้ มีดังนี้

ช่องทางการแพร่เชื้อ

โควิด 19 Cicada สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านช่องทางหลักๆ ดังนี้

  • การไอหรือจาม ละอองที่มีเชื้อสามารถแพร่กระจายในอากาศและเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่อยู่ใกล้ได้
  • การพูดคุยหรืออยู่ใกล้ชิดกัน เพิ่มโอกาสในการสูดรับละอองที่มีเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
  • การอยู่ในพื้นที่ปิดหรืออากาศถ่ายเทไม่ดี ทำให้เชื้อสะสมในอากาศและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • การสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วนำมือไปสัมผัสตา จมูก หรือปาก แม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบได้น้อยกว่าการแพร่เชื้อทางอากาศ

ระยะฟักตัว

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า BA.3.2 (Cicada) มีระยะฟักตัวเฉพาะที่แตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์อื่น โดยข้อมูลของโควิด-19 ในช่วงที่โอมิครอนแพร่ระบาดพบว่า ระยะฟักตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–4 วัน หลังได้รับเชื้อ อาการอาจเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้ ก่อนเริ่มมีอาการประมาณ 1–2 วัน และมักแพร่เชื้อได้มากในช่วงก่อนมีอาการจนถึงช่วงไม่กี่วันแรกหลังเริ่มป่วย นอกจากนี้ผู้ที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการก็ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ ดังนั้นควรระมัดระวังเมื่อมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ

โควิด 19 cicada รุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิมหรือไม่

โควิด 19 cicada รุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิมหรือไม่

จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน โควิด 19 cicada ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดอาการรุนแรง จนถึงการเข้าโรงพยาบาล หรือการเสียชีวิตมากกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่นที่อยู่แล้ว โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จัด BA.3.2 เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการติดตามและประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อสาธารณสุขโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ แต่อย่างไรก็ตามสายพันธุ์นี้มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ช่วยให้หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้บางส่วน ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่มีผลต่อความรุนแรง

ความรุนแรงของโรคไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพและภูมิคุ้มกันของแต่ละคนด้วย โดยปัจจัยสำคัญมีดังนี้

  • อายุ : ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนอายุน้อย
  • โรคเรื้อรัง : เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน หรือโรคไต อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
  • ภาวะภูมิคุ้มกัน : ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจควบคุมเชื้อได้ยากและมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากขึ้น
  • การได้รับวัคซีน : วัคซีนยังมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของการป่วยหนักและการเสียชีวิตจากโควิด-19
  • การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว : ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการ เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสหรือการรักษาเพิ่มเติมหรือไม่

ใครคือกลุ่มเสี่ยง

แม้โควิด 19 cicada จะยังไม่มีข้อมูลว่ารุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิม แต่กลุ่มต่อไปนี้มีโอกาสป่วยหนักหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโควิด-19 มากกว่าคนทั่วไป ดังนี้

  • ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย
  • หญิงตั้งครรภ์ อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ผู้ป่วยโรคปอด เช่น โรคปอดเรื้อรัง หรือโรคทางเดินหายใจบางชนิด
  • ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
  • ผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษา
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ หรือมีภาวะที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและเริ่มมีอาการ ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

วิธีป้องกันโควิด 19 cicada

การป้องกันโควิด 19 cicada (BA.3.2) ใช้แนวทางเดียวกับการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์อื่น โดยเน้นลดโอกาสรับและแพร่เชื้อในชีวิตประจำวัน ทั้งการรักษาสุขอนามัย ดูแลสภาพแวดล้อมและรับวัคซีนตามคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยวิธีป้องกันมีดังนี้

ดูแลสุขอนามัย

มาตรการพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ โดยควรปฏิบัติดังนี้

  • ล้างมือสม่ำเสมอ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์เมื่อไม่สะดวกล้างมือ
  • สวมหน้ากากในพื้นที่แออัดหรือพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณที่มีคนจำนวนมากหรืออากาศถ่ายเทไม่ดี
  • เว้นระยะห่างจากผู้ที่มีอาการป่วย เช่น ไอ จาม มีไข้ หรือเจ็บคอ
  • เปิดหน้าต่างหรือเพิ่มการระบายอากาศ เพื่อลดการสะสมของเชื้อในพื้นที่ปิด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก และปาก โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ได้ล้างมือ
  • หากเริ่มมีอาการผิดปกติ ควรลดการใกล้ชิดผู้อื่นและตรวจหาเชื้อตามความเหมาะสม

รับวัคซีนตามคำแนะนำ

วัคซีนโควิด-19 ยังคงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงของการป่วยรุนแรง การเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต แม้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วอาจยังติดเชื้อได้ก็ตาม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรติดตามคำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนหรือวัคซีนกระตุ้นจากหน่วยงานสาธารณสุขและแพทย์ตามความเหมาะสม

หากสงสัยว่าติดโควิด 19 cicada ควรทำอย่างไร

หากสงสัยว่าติดโควิด 19 cicada ควรทำอย่างไร

หากมีอาการที่อาจคล้ายโควิด 19 Cicada หรือ BA.3.2 ควรดูแลตัวเองตั้งแต่เริ่มมีอาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยมีแนวทางเบื้องต้นดังนี้

ตรวจหาเชื้อ

สามารถใช้ ATK เพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้นได้ หากผลเป็นบวก ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่น สวมหน้ากาก และพักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนการตรวจ RT-PCR อาจใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีที่จำเป็นต้องยืนยันการติดเชื้อเพิ่มเติม

แยกตัวและพบแพทย์

ระหว่างที่มีอาการ ควรพักอยู่บ้าน ลดการสัมผัสกับผู้อื่น แยกของใช้ส่วนตัว และสวมหน้ากากเมื่อจำเป็นต้องอยู่ใกล้คนอื่น หากอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลตามอาการ เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร แต่อย่างไรก็ตาม หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • หายใจลำบาก หรือหอบเหนื่อยผิดปกติ
  • แน่นหรือเจ็บหน้าอก
  • ไข้สูงต่อเนื่อง หรืออาการแย่ลง
  • ค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ หรือมีอาการเขียว ซึม หรือสับสน

แม้ BA.3.2 จะยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าทำให้โรครุนแรงขึ้น แต่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวยังคงมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจาก COVID-19 มากกว่ากลุ่มทั่วไป จึงควรเฝ้าระวังอาการเป็นพิเศษ

การรักษาโควิด 19 cicada

การรักษาโควิด 19 cicada

การรักษาโควิด 19 Cicada หรือสายพันธุ์ BA.3.2 จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงอาจดูแลตามอาการและติดตามอาการที่บ้านได้ ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางรักษาที่เหมาะสม ดังนี้

ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง

ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยและไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง ส่วนใหญ่สามารถดูแลตนเองและติดตามอาการได้ โดยแนวทางเบื้องต้นดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาในการฟื้นตัว
  • ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีไข้
  • รับประทานยาตามอาการ เช่น พาราเซตามอลสำหรับลดไข้ หรือยาแก้ไอตามความเหมาะสม
  • ติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ หากอาการแย่ลง หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติรุนแรง ควรพบแพทย์ทันที

แนวทางปัจจุบันยังแนะนำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการได้รับการดูแลเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และไอ ตามความเหมาะสม

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง

ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโควิด-19 รุนแรง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก เพราะยาต้านไวรัสบางชนิดจำเป็นต้องเริ่มใช้ภายในช่วงเวลาที่กำหนดหลังเริ่มมีอาการ

  • เข้ารับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อพิจารณาความรุนแรงและปัจจัยเสี่ยงเป็นรายบุคคล
  • พิจารณายาต้านไวรัส เช่น nirmatrelvir/ritonavir (Paxlovid), remdesivir หรือในบางกรณี molnupiravir ตามข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์
  • ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการหายใจ ระดับความรู้สึกตัว และอาการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผู้ป่วยไม่ควรซื้อหรือรับประทานยาต้านไวรัสด้วยตนเอง เนื่องจากยาบางชนิดมีข้อห้ามและอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่ใช้อยู่ การเลือกยาจึงควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์

แชร์เลย:
ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี