ตาล้าเกิดจากอะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลสายตาให้สดใสตลอดวัน
เชื่อว่าหนึ่งในปัญหายอดฮิตที่พนักงานออฟฟิศต้องเผชิญ คงหนีไม่พ้นอาการ “ตาล้า” ซึ่งจะทำให้มองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน จนรบกวนการทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันได้ ในบทความนี้จึงจะมาพูดถึงอาการตาล้า รวมถึงแนวทางแก้อาการตาล้า เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับอาการนี้มากขึ้น และสามารถรักษาได้อย่างเหมาะสม
ตาล้าคือ
ตาล้า (Asthenopia) คือภาวะที่ดวงตาอ่อนล้า เมื่อยล้า จากการใช้สายตาอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ยิ่งถ้ามีปัญหาสายตาอยู่แล้ว ก็จะเกิดอาการนี้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งแม้ว่าตาล้าจะไม่ได้รุนแรงจนมีความอันตรายถึงชีวิต แต่ก็เป็นอีกปัญหาที่กวนใจใครหลายคน เพราะจะรบกวนการทำงาน การอ่านหนังสือ รวมไปถึงการขับรถ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะตาล้าสามารถรักษาได้ แนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินปัญหา และแนะนำการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนมากที่สุด

ตาล้าเกิดจากอะไร
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการตาล้า คือการใช้สายตาอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม ตาล้าสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนี้
- ใช้สายตาอย่างหนัก: การใช้สายตาอย่างหนัก เพ่งมองระยะใกล้ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้โทรศัพท์มือถือ รวมถึงการขับรถทางไกล ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการตาล้าได้
- ใช้สายตาในที่มืด: การทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาในที่มืด เช่น อ่านหนังสือในที่มืด เล่นโทรศัพท์ในที่มืด หรือขับรถตอนกลางคืน ล้วนทำให้ต้องเพ่งสายตาเพื่อให้มองเห็นชัดมากขึ้น และทำให้เกิดอาการตาล้า
- ค่าสายตาผิดปกติ: สำหรับคนที่มีอาการสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง จำเป็นจะต้องเพ่งสายตาเพื่อให้มองเห็นชัดตลอดเวลา จึงมักจะมีอาการตาล้าร่วมด้วย
- ความเครียด: ความเครียดหรือความเหนื่อยล้า จะส่งผลต่อร่างกายโดยรวม ทำให้ร่างกายอ่อนล้าได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดภาวะตาล้าได้
- การขับขี่ยานพาหนะ: ขณะขับขี่รถยนต์ หรือมอเตอร์ไซต์ จำเป็นจะต้องใช้สายตาตลอดเวลา อีกทั้งในบางครั้งยังมีความเครียดเกิดขึ้น แสงจากดวงอาทิตย์และถนนก็ทำร้ายสายตา ถ้าหากจำเป็นต้องขับรถติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง จึงก่อให้เกิดอาการตาล้าได้
อาการตาล้ามีอะไรบ้าง
ตาล้า โดยทั่วไปจะมีอาการที่สังเกตได้ เช่น ตาแห้ง, น้ำตาไหล, ระคายเคืองตา, ปวดบริเวณเบ้าตา หรือรอบ ๆ ดวงตา, มองเห็นภาพเบลอ และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย อย่างอาการปวดศีรษะ บ้านหมุน และเห็นภาพซ้อนทับกัน
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีอาการตาล้ารุนแรง จนผิดปกติ เช่น ปวดบริเวณดวงตารุนแรง แสบตา น้ำตาไหลตลอดเวลา มองเห็นภาพเบลอ ภาพซ้อนกันตลอดเวลา บ้านหมุน เวียนศีรษะเป็นระยะเวลานาน แนะนำให้เข้าพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และรับการรักษาอย่างเหมาะสม
ผลกระทบของอาการตาล้าที่จะเกิดขึ้นกับเรา
ตาล้า นอกจากจะเป็นอาการที่รบกวนการมองเห็น ยังรบกวนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานานได้ นอกจากนี้ตาล้ายังทำให้ง่วงนอนและอ่อนเพลีย ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนหรือการทำงาน หรือถ้าหากขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้
หากปล่อยให้มีอาการตาล้าในระยะยาวโดยไม่แก้ไข อาจส่งผลต่อสุขภาพดวงตา ทำให้ติดเชื้อง่ายกว่าปกติ รวมถึงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น กล้ามเนื้อตาอักเสบ กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นต้น ดังนั้น ถ้าหากรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการตาล้า ควรเข้าพบจักษุแพทย์ เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

แนวทางการรักษาและป้องกันการเกิดอาการตาล้า
สำหรับใครที่มีอาการตาล้า ไม่จำเป็นต้องกังวลไป เพราะอาการนี้สามารถพบได้ทั่วไป และสามารถหายเองได้ โดยในเบื้องต้นสามารถดูแลตัวเองได้ ดังนี้
- สวมแว่นกันแดดหรือแว่นกรองแสง
การสวมแว่นกันแดดหรือแว่นกรองแสง จะช่วยลดอาการตาล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อเป็นระยะเวลานาน ควรสวมแว่นกรองแสง เพื่อลดโอกาสในการเกิดระคายเคืองได้
- ประคบดวงตา
ถ้ามีอาการตาล้า แนะนำให้ใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็ง หรือเจลประคบเย็น ประมาณ 10-15 นาที จะช่วยลดอาการตาล้า ผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาได้
- ใช้น้ำตาเทียม
การใช้น้ำตาเทียม จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา ลดการเกิดระคายเคือง และบรรเทาอาการตาล้า
- ฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา
แนะนำให้ฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา โดยเตรียมดินสอหรือปากกา 1 แท่ง แล้วยื่นดินสอไปให้สุดแขน ให้ดินสออยู่กึ่งกลางจมูก ดวงตาทั้งสองมองไปที่ดินสอ ถ้าหากเห็นดินสอมีแท่งเดียว ถือว่าทำถูกวิธี แต่ถ้าหากเห็นดินสอ 2 แท่ง ให้หลับตา พักสายตา แล้วมองใหม่อีกครั้ง ค่อยๆ เลื่อนมือเข้ามาใกล้ โดยหากเห็นดินสอเป็น 2 แท่ง หรือเริ่มเห็นไม่ชัด ให้หยุด และถอยกลับไปเริ่มต้นใหม่ ทำประมาณ 20 ครั้ง
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น หมั่นพักสายตาบ่อย ๆ ตามกฎ 20-20-20, จำกัดเวลาในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาอย่างหนัก, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, ไม่เล่นโทรศัพท์ในที่มืด, ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา, เข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง
ในกรณีที่มีอาการตาล้าบ่อย ๆ จนเกิดความกังวลใจ สามารถเข้าปรึกษาจักษุแพทย์ที่มีประสบการณ์ในโรงพยาบาลมาสเตอร์พีชได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จักษุแพทย์จะวินิจฉัย และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคนมากที่สุด





















