ทำความรู้จักไวรัสฮันตา ภัยร้ายติดต่อจากหนูสู่คน เกิดจากอะไร และป้องกันได้อย่างไร
จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) เกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือสำราญกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตหลายราย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้โรคจากสัตว์ฟันแทะชนิดนี้กลับมาเป็นที่สนใจ และถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยบทความนี้ช่วยสรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับไวรัสฮันตาเพื่อให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจ และเฝ้าระวังโรคได้อย่างถูกวิธี

ไวรัสฮันตา คือ
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นไวรัสที่พบในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนูและกระรอก เชื้อมักพบในบริเวณที่มีสัตว์ฟันแทะอาศัยอยู่ เช่น พื้นที่อับชื้น โกดัง หรือบ้านที่มีการสะสมของสิ่งสกปรก แม้จะไม่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในบางสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีมูลหนูปนเปื้อนโดยไม่รู้ตัว โดยทั่วไปไวรัสชนิดนี้ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน แต่ในบางสายพันธุ์อาจพบการแพร่เชื้อระหว่างคนได้ในบางกรณี
เมื่อเกิดการติดเชื้อ เชื้ออาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจหรือระบบไต และในบางกรณีอาจรุนแรงจนทำให้หายใจลำบาก หรือไตทำงานผิดปกติจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ไวรัสฮันตา ติดต่อได้อย่างไร
ไวรัสฮันตาสามารถติดต่อสู่คนได้จากการสัมผัสหนูที่เป็นพาหะ โดยวิธีหลักคือการสูดดมละอองเชื้อจากปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูที่ฟุ้งกระจายในอากาศ นอกจากนี้ยังสามารถติดเชื้อได้จากการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนแล้วนำมือไปจับตา จมูก หรือปาก รวมถึงการถูกหนูกัด หรือการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนมูลหนูได้เช่นกัน

ติดเชื้อไวรัสฮันตา มีอาการอย่างไรบ้าง
เมื่อติดเชื้อไวรัสฮันตาในระยะแรก มักมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ทำให้หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นอาการป่วยทั่วไป ก่อนที่อาการจะพัฒนาไปสู่ภาวะที่รุนแรงขึ้นได้ ดังนี้
- ไข้สูง
- หนาวสั่น
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ปวดศีรษะ
- หายใจไม่อิ่ม
- หายใจลำบากเฉียบพลัน
- ปวดท้อง
- เลือดออกภายใน
- ไตวายเฉียบพลัน
- ปอดบวมน้ำ

ติดเชื้อไวรัสฮันตา รักษาได้ไหม
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาไวรัสฮันตาโดยตรง แต่สามารถดูแลแบบประคับประคองตามอาการได้ เช่น การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและให้การรักษาตามความรุนแรงของโรค เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮันตา
แม้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยเฉพาะ แต่สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ด้วยการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม ตามวิธีดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูหรือบริเวณที่มีมูลหนู
- ทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยสวมถุงมือและหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง
- หลีกเลี่ยงการกวาด หรือทำให้ฝุ่นฟุ้งในบริเวณที่อาจมีการปนเปื้อน
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของ หรือเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยง
- เก็บอาหารให้มิดชิด เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อนเชื้อจากพาหะโรค
- ปิดช่องทางที่สัตว์ฟันแทะอาจเข้ามาในบ้าน เช่น รูบรผนังหรือรอยรั่วตามตัวบ้าน
- หลีกเลี่ยงการจับมูลหนูหรือซากสัตว์โดยตรง
- จัดการขยะและสิ่งปฏิกูลให้เรียบร้อย ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของพาหะโรค





















