เหา ศัตรูตัวจิ๋วที่ไม่ควรมองข้าม
เหา คือปรสิตขนาดเล็กมากที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มักอาศัยอยู่บนหนังศีรษะ และดูดเลือดเพื่อดำรงชีวิต อีกทั้งยังแพร่กระจายโดยการวางไข่บริเวณโคนเส้นผมได้อย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดอาการคันที่ศีรษะ บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการป้องกัน การรักษา หรือการใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดเหาที่ถูกสุขอนามัย และปลอดภัยกับทุกคน

เหาคืออะไร? รู้จักปรสิตตัวจิ๋วที่ก่อกวนหนังศีรษะ
เหา (Head Lice) คือเชื้อปรสิตชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเส้นผม หรือหนังศีรษะ มีชีวิตได้ด้วยการดูดเลือด และวางไข่เพื่อแพร่กระจาย ซึ่งไข่เหาจะมีขนาดเล็กมาก ๆ จนไม่สามารถมองด้วยตาเปล่า อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นสีขาวคล้ายกับรังแคจึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ ไข่เหาจะใช้ระยะเวลาในการฟักตัวเพียง 1 สัปดาห์ มักยึดติดอยู่บนเส้นผมแน่นไม่ขยับเหมือนเหา
โดยกลุ่มเด็กนักเรียนเป็นกลุ่มที่พบเหาได้มากที่สุด แม้ว่าเหาจะไม่ได้มีอันตรายร้ายแรง แต่ก็สร้างความกวนใจได้อย่างมากจากอาการคัน อีกทั้งยังก่อให้เกิดบาดแผลในใจจากการถูกเพื่อนไม่อยากเล่นด้วย เนื่องจากเหานั้นติดต่อหากันได้เพียงศีรษะอยู่ใกล้กัน แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป เพราะเหาสามารถรักษาให้หายได้โดยการใช้ยา หรือผลิตภัณฑ์กำจัดเหา

อาการของเหา สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณอาจมีแขกไม่ได้รับเชิญ
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกได้ชัดเจนมากที่สุด เมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญอย่างเหามามีอะไรบ้าง
- มีอาการคันบ่อย ๆ โดยเฉพาะบริเวณหนังศีรษะ ซึ่งอาจลามไปยังร่างกายส่วนอื่นได้ในบางกรณี
- มีความรู้สึกคล้ายเหมือนตัวอะไรเคลื่อนไหวอยู่บนศีรษะ หรือคันยุบยิบ
- มีจุดขาว ๆ ร่วงจากหนังศีรษะคล้ายรังแค แต่จริง ๆ คือไข่เหา
- มีการเกาตลอดเวลาตามศีรษะ หรือลำตัวจนทำให้เกิดแผล หรือมีตุ่มขึ้น
- มีรอยแดงขึ้นตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย
- มีอาการผมร่วงจนผิดสังเกต เป็นผลกระทบจากอาการคัน
นอกจากนี้อาการคันยังสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงทำให้เสียบุคลิกภาพได้ง่าย ๆ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมไข่เหาจะเพิ่มจำนวน และเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นการติดเชื้อแทนได้

วิธีการรักษาเหา กำจัดปรสิตให้สิ้นซาก
วิธีการรักษาเหา หรือกำจัดปรสิตให้สิ้นซากได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นสามารถแบ่งได้ 2 แนวทางคือ วิธีทางธรรมชาติ กับทางการแพทย์ โดยผลลัพธ์ และระยะเวลาจะมีความแตกต่างกัน
วิธีรักษาเหาทางธรรมชาติ
- ใบน้อยหน่ากับเหล้าขาวมาผสมกัน แล้วนำมาชโลมให้ทั่วหนังศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วใช้หวีสางออก
- น้ำมะกรูดขยี้กับเส้นผมให้ทั่ว ๆ และใช้หวีซี่ถี่สางไข่เหาออกได้
- เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำเปล่า แล้วใช้หวีจุ่มน้ำค่อย ๆ สางผมจะช่วยกำจัดเหา และไข่เหาออกได้
- น้ำส้มสายชูกับน้ำร้อนผสมกัน นำมาชโลมให้ทั่วศีรษะ และใช้หวีจุ่มน้ำมาสางผมจะช่วยกำจัดเหา และไข่เหาออกได้
- การใช้น้ำหอมระเหย หรือเบบี้ออยล์จะมีส่วนช่วยในการกำจัดเหา อีกทั้งยังมีกลิ่นหอม
- ใช้หวีเสนียดค่อย ๆ สางผม เนื่องจากหวีมีความถี่มากจึงสามารถกำจัดเหา และไข่เหาออกได้ แต่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีอาจใช้ควบคู่กับการผสมสมุนไพรต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา
วิธีรักษาเหาทางการแพทย์
- ใช้แชมพูกำจัดเหาที่ได้รับการแนะนำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เช่น มาลาไทออน (Malathion), ไพรีทริน (Pyrethrins), เพอร์เมทริน (Permethrin)
- การรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- การใช้ยากำจัดเหาโดยตรงจากการแนะนำของแพทย์ เช่น ยาไอเวอร์เมคติน (Ivermectin)
หากพยายามรักษาด้วยตนเองแล้วยังไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อประเมินอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
การป้องกันเหา เกราะป้องกันสุขภาพศีรษะของครอบครัว
การป้องกันเหามีอยู่หลากหลายวิธี สามารถปฏิบัติตามได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โดยมีแนวทางต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นเหา
- หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว หมอน หมวก หรือหวีเป็นต้น
- หมั่นรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เช่น อาบน้ำสระผมที่มีส่วนผสมป้องกันการเกิดเหา หรือปรสิตต่าง ๆ
- เข้ารับการตรวจสุขภาพหนังศีรษะเป็นประจำ เพื่อป้องกันการเกิดเหา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เหาสามารถอยู่รอดนอกศีรษะได้นานแค่ไหน?
เหาสามารถอยู่บนศีรษะ หรือตามร่างกายได้นานถึง 30 วัน แต่หากอยู่นอกร่างกายจะมีอายุอยู่ได้เพียงแค่ 2 วันเท่านั้น
การรักษาเหาใช้เวลานานเท่าใด?
การรักษาเหาใช้ระยะเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ หรือขึ้นอยู่กับวิธีการรักษาของแต่ละบุคคล
เด็กติดเหาง่ายจริงหรือ?
จริง เนื่องจากกลุ่มเด็กนักเรียนมีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันบ่อยครั้ง จึงมีโอกาสเสี่ยงทำให้ติดเหาได้ง่าย
สรุป
เหาเป็นปรสิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะ โดยดูดเลือด และวางไข่บริเวณโคนผม ทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง อาการของเหาสามารถสังเกตได้จากอาการคัน รอยแดง หรือไข่เหาที่คล้ายรังแค การรักษาเหาสามารถทำได้ทั้งแบบธรรมชาติ และการใช้ยาที่แพทย์แนะนำ นอกจากนี้ควรป้องกันโดยหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น รวมถึงรักษาความสะอาดของศีรษะอย่างสม่ำเสมอ หากรักษาไม่หายควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย





















