ปวดท้องประจำเดือน บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพภายใน อาการแบบไหนถึงควรพบแพทย์

ปวดท้องประจำเดือน บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพภายใน อาการแบบไหนถึงควรพบแพทย์

ปวดท้องประจำเดือน เป็นอีกหนึ่งอาการไม่พึงประสงค์ที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องเผชิญในทุกๆ เดือน แม้จะเป็นเรื่องปกติของร่างกาย แต่ความปวดที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน การเรียน หรือแม้แต่การพักผ่อน ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนรบกวนคุณภาพชีวิต บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักอาการปวดท้องประจำเดือน สาเหตุ และสัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์โดยด่วน

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • การหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ส่งผลให้มดลูกบีบตัว
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
  • เนื้องอกมดลูก (Uterine fibroids)
  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic inflammatory disease)
  • มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน
  • การติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน
  • ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate cyst)
  • ปากมดลูกฉีก
  • ตั้งครรภ์นอกมดลูก ในกรณีที่มีโอกาสตั้งครรภ์
  • ภาวะแท้งคุกคาม ในกรณีที่มีโอกาสตั้งครรภ์
ปวดท้องประจำเดือนมีกี่ประเภท

ปวดท้องประจำเดือนมีกี่ประเภท

อาการปวดท้องประจำเดือนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • อาการปวดแบบปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea)

เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน สาเหตุหลักมาจากการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ที่ทำให้มดลูกบีบตัวเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออก ส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณท้องน้อย มักเริ่มปวดก่อนหรือในวันแรกของการมีประจำเดือน และจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1–3 วัน บางรายอาจมีอาการร่วม เช่น ปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน หรืออ่อนเพลีย

ปรึกษาหมอฟรี
  • อาการปวดแบบทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea)

เป็นอาการปวดท้องประจำเดือนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน โดยมักพบในผู้หญิงที่เคยมีประจำเดือนปกติมาก่อน แล้วเริ่มมีอาการปวดรุนแรงขึ้นภายหลัง อาการปวดมักเริ่มก่อนมีประจำเดือนหลายวัน และอาจปวดนานกว่าปกติหรือปวดต่อเนื่องแม้ประจำเดือนหมดแล้ว

สำรวจสัญญาณเตือน ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่ควรพบแพทย์

สำรวจสัญญาณเตือน ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่ควรพบแพทย์

ลักษณะอาการปวดท้องประจำเดือนที่ควรระวัง ได้แก่

  • อาการปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทานยาแล้วไม่ดีขึ้นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • สีประจำเดือนคล้ำผิดปกติ
  • ปวดต่อเนื่องยาวนานผิดปกติ
  • ปวดท้องแม้ไม่มีประจำเดือน
  • หากมีประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่บ่อยครั้ง
  • ตกขาวมีกลิ่น
  • มีไข้
  • ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกกะปริดกะปรอยนอกช่วงมีประจำเดือน

อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะผิดปกติ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่, เนื้องอกมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกในกล้ามเนื้อมดลูก ดังนั้น จึงควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

วิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน

วิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของระดับการปวด ได้แก่

  • ประคบอุ่นบริเวณท้องน้อย เพราะความร้อนช่วยให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ลดการบีบตัว จึงช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี
  • ทานยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Ibuprofen หรือ Mefenamic acid ช่วยลดการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวด
  • ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน โยคะ หรือยืดเหยียดร่างกาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลดความตึงของกล้ามเนื้อ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับที่เพียงพอช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว และลดความไวต่อความเจ็บปวด
  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและอาหารเค็มจัด เพราะอาจกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น หรือทำให้เกิดอาการบวมน้ำ
  • ปรับสมดุลฮอร์โมน ในกรณีที่ปวดมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาคุมกำเนิดเพื่อช่วยควบคุมฮอร์โมนและลดอาการปวด
แนวทางการรักษาทางการแพทย์

แนวทางการรักษาทางการแพทย์

แนวทางการรักษาทางการแพทย์สำหรับอาการปวดท้องประจำเดือนจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ และความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะพิจารณาเป็นรายบุคคล ดังนี้

การรักษาโดยการใช้ยา

  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น Ibuprofen หรือ Mefenamic acid เพื่อลดการอักเสบและการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน
  • ยาคุมกำเนิด (ฮอร์โมน) ช่วยลดการหนาตัวของเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้ปวดน้อยลง
  • ยาฮอร์โมนชนิดอื่น เช่น โปรเจสติน หรือ GnRH agonists

การรักษาด้วยการผ่าตัด

ในกรณีอาการรุนแรงเกินไป ไม่สามารถรักษาอาการปวดท้องประจำเดือนด้วยวิธีอื่น หรือพบว่าอาการปวดดังกล่าวมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของมดลูก แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการผ่าตัดตามวิธีดังต่อไปนี้

  • การผ่าตัดส่องกล้อง

เป็นวิธีที่นิยม เพราะแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว แพทย์จะสอดกล้องผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อตรวจและรักษาไปพร้อมกัน

  • การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก

ใช้ในกรณีที่มีเนื้องอกมดลูก แพทย์จะผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออก โดยยังคงเก็บมดลูกไว้ เหมาะกับผู้ที่ยังต้องการมีบุตร

  • การผ่าตัดมดลูก

เป็นทางเลือกในกรณีที่อาการรุนแรงมาก และไม่ต้องการมีบุตรแล้ว การผ่าตัดนี้จะเอามดลูกออกทั้งหมด ทำให้อาการปวดหายขาด อย่างไรก็ตาม เป็นการรักษาที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองในระยะยาว

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองในระยะยาว

  • วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้อาการปวดรุนแรงขึ้นในอนาคต สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ปรับพฤติกรรมการกิน ลดอาหารมัน ของทอด และอาหารแปรรูป
  • จัดการความเครียด
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมกระตุ้นอาการปวด เช่น ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่
  • ตรวจสุขภาพประจำปีเสมอ

สรุป

ปวดท้องประจำเดือนเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยส่วนใหญ่เกิดจากการบีบตัวของมดลูกตามธรรมชาติและสามารถบรรเทาได้ด้วยการดูแลตัวเองหรือยาแก้ปวดทั่วไป แต่ในบางรายอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของมดลูก ซึ่งมักทำให้ปวดรุนแรงขึ้นหรือมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย ดังนั้น หากอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

แชร์เลย:
register