ไมเกรน อาการปวดหัวที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

ไมเกรน อาการปวดหัวที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

ไมเกรนไม่ใช่เพียงอาการปวดศีรษะทั่วไป แต่เป็นภาวะทางระบบประสาทที่อาจทำให้ปวดศีรษะตุบ ๆ ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อแสงและเสียง จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ การสังเกตลักษณะอาการ ความถี่ รวมถึงตัวกระตุ้นของแต่ละคน เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรืออาหารบางชนิด จึงช่วยให้รับมือกับไมเกรนได้เหมาะสมมากขึ้น แล้วไมเกรนมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร และเมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์? บทความนี้มีคำตอบ

ไมเกรนคืออะไร? ทำไมถึงทำให้ปวดหัวรุนแรง

ไมเกรน (Migraine) คือโรคทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเป็นระยะ โดยมักมีลักษณะปวดตุบ ๆ หรือปวดเป็นจังหวะ และอาจรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนมักมีอาการปวดบริเวณศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง และอาการสามารถเกิดขึ้นได้นานตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึงหลายวัน นอกจากอาการปวดศีรษะแล้ว ยังอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อแสง เสียง กลิ่น และการสัมผัสร่วมด้วย ทั้งนี้ ความรุนแรงและอาการของไมเกรนในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

ไมเกรนเกิดจากอะไร?

ไมเกรนเกิดจากอะไร?

ไมเกรนไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยทั้งด้านพันธุกรรม การทำงานของระบบประสาท ฮอร์โมน และสิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม โดยปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดหรือกระตุ้นอาการ มีดังนี้

  • พันธุกรรม: ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นไมเกรน อาจมีโอกาสเกิดไมเกรนมากขึ้น เนื่องจากโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม
  • การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาท: ความเปลี่ยนแปลงของสารบางชนิดในสมอง เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และ CGRP อาจมีบทบาทต่อกลไกการเกิดอาการไมเกรน
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะในผู้หญิง ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน อาจมีผลต่ออาการไมเกรน รวมถึงยาฮอร์โมนบางชนิดที่อาจทำให้อาการเปลี่ยนแปลงได้ในบางราย
  • ความเครียดและการพักผ่อน: ความเครียด การนอนน้อย หรือตารางการนอนที่เปลี่ยนไป อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการได้
  • ปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ: เช่น ปัจจัยทางร่างกาย อาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด และยาบางประเภท ซึ่งตัวกระตุ้นของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

ทั้งนี้ ไมเกรนพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และความไวต่อตัวกระตุ้นก็แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ดังนั้นการสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นหลังจากเจอปัจจัยใด จะช่วยให้หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและดูแลอาการได้เหมาะสมมากขึ้น

ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นไมเกรน?

ไมเกรนสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่บางกลุ่มอาจมีโอกาสพบไมเกรนได้มากกว่าคนทั่วไป โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีทั้งพันธุกรรม ฮอร์โมน และรูปแบบการใช้ชีวิต ดังต่อไปนี้

  • ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์: พบไมเกรนได้บ่อยกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะช่วงที่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน รวมถึงช่วงตั้งครรภ์และวัยหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรน: หากมีพ่อแม่หรือญาติสายตรงเป็นไมเกรน ก็อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากไมเกรนมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง
  • ผู้ที่มีความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ: ความเครียด การนอนหลับไม่เป็นเวลา หรือนอนน้อย อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรนในบางคน
  • ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล: ภาวะทางอารมณ์บางอย่างอาจพบร่วมกับไมเกรน และในบางรายอาจมีส่วนทำให้อาการกำเริบได้
อาการไมเกรนเป็นอย่างไร? สังเกตได้จากอะไรบ้าง

อาการไมเกรนของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน โดยอาการที่พบได้บ่อยคือปวดศีรษะแบบตุบ ๆ หรือเป็นจังหวะ อาจปวดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และมีความรุนแรงจนรบกวนการทำงานหรือกิจวัตรประจำวันได้ นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย และในบางคนอาการไมเกรนอาจแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะก่อนปวดศีรษะ (Prodrome): อาจเกิดขึ้นก่อนเริ่มปวดศีรษะหลายชั่วโมงถึงหลายวัน โดยสังเกตได้จากอาการหาวบ่อย อารมณ์เปลี่ยนแปลง หิวหรือกระหายน้ำมากขึ้น คอแข็ง หรือปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
  • ระยะออร่า (Aura): เป็นอาการทางระบบประสาทที่เกิดก่อนหรือระหว่างช่วงปวดศีรษะในบางคน เช่น เห็นแสงวาบ เห็นภาพผิดปกติ ชา หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณใบหน้า แขน หรือขา โดยอาการมักค่อย ๆ เกิดขึ้นและหายไปภายในประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ระยะปวดศีรษะ (Attack): มักมีอาการปวดศีรษะแบบตุบ ๆ ตั้งแต่ระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจปวดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน รวมถึงไวต่อแสงและเสียงร่วมด้วย อาการสามารถเป็นต่อเนื่องได้นานหลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน
  • ระยะหลังปวดศีรษะ (Postdrome): หลังอาการปวดดีขึ้น อาจรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย มึนงง หรือสมาธิลดลง บางรายอาจยังรู้สึกไม่สบายเมื่อขยับตัวอย่างรวดเร็ว

หากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลัน หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น สับสน พูดไม่ชัด ชาหรืออ่อนแรง คอแข็ง หรืออาการเกิดขึ้นหลังได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุโดยเร็ว

อาการร่วมที่มักพบในผู้ป่วยไมเกรน

นอกจากอาการปวดศีรษะแล้ว ผู้ที่มีไมเกรนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ซึ่งความรุนแรงและลักษณะอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยอาการที่พบได้บ่อย มีดังต่อไปนี้

  • คลื่นไส้หรืออาเจียน โดยเฉพาะเมื่ออาการปวดศีรษะมีความรุนแรง
  • ไวต่อแสงและเสียง จนรู้สึกไม่สบายเมื่ออยู่ในที่สว่างหรือมีเสียงดัง
  • ไวต่อกลิ่น เช่น รู้สึกว่ากลิ่นต่าง ๆ รุนแรงกว่าปกติและอาจกระตุ้นให้คลื่นไส้มากขึ้น
  • เวียนศีรษะหรืออ่อนเพลีย อาจเกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะหรือคงอยู่หลังอาการปวดดีขึ้น
  • มีอาการทางการมองเห็นหรือการรับความรู้สึกผิดปกติ เช่น เห็นแสงวาบ เห็นภาพผิดปกติ หรือมีอาการชาบริเวณใบหน้า แขน หรือขา ซึ่งมักพบในผู้ที่มีออร่า

ไมเกรนมีออร่า (Aura) คืออะไร?

ไมเกรนมีออร่า (Aura) คืออาการทางระบบประสาทที่อาจเกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างช่วงปวดศีรษะ โดยมักค่อย ๆ เกิดขึ้นและหายไปภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อาการที่พบได้ เช่น เห็นแสงกะพริบ เห็นเส้นหรือภาพผิดปกติ ชาหรือรู้สึกเสียวซ่าบริเวณใบหน้าและแขน รวมถึงพูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก อย่างไรก็ตาม หากมีอาการออร่าเป็นครั้งแรก อาการเปลี่ยนแปลงจากเดิม หรือมีอาการรุนแรงและผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและแยกสาเหตุอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกันออกไป

ไมเกรนต่างจากอาการปวดหัวทั่วไปอย่างไร?

ไมเกรนมีลักษณะอาการแตกต่างจากอาการปวดศีรษะทั่วไปในหลายด้าน โดยเฉพาะรูปแบบและความรุนแรงของอาการ รวมถึงอาการร่วมที่เกิดขึ้น การสังเกตเบื้องต้นสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้

ไมเกรน: มักปวดตุบ ๆ หรือเป็นจังหวะ ระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจปวดข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน รวมถึงไวต่อแสง เสียง หรือกลิ่นร่วมด้วย
ปวดศีรษะจากความเครียด (Tension-type headache): มักรู้สึกปวดตื้อ ๆ หรือเหมือนมีอะไรรัดรอบศีรษะ อาจปวดบริเวณหน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอย โดยทั่วไปไม่ค่อยมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
อาการปวดศีรษะประเภทอื่น: อาจมีลักษณะและสาเหตุแตกต่างกัน เช่น ปวดร่วมกับไข้ คัดจมูก หรือเกิดหลังได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นไม่ควรสรุปว่าเป็นไมเกรนจากอาการปวดเพียงอย่างเดียว

อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบ?

ไมเกรนอาจกำเริบจากปัจจัยหลายอย่าง และตัวกระตุ้นของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน การสังเกตว่าอาการมักเกิดขึ้นหลังจากทำกิจกรรมหรือสัมผัสสิ่งใด จะช่วยให้ระบุและหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับตัวเองได้ โดยปัจจัยที่พบได้บ่อย มีดังนี้

การนอนหลับเปลี่ยนแปลง: นอนน้อย นอนมากเกินไป หรือนอนและตื่นไม่เป็นเวลา
ความเครียด: ความเครียดจากการทำงาน การเรียน หรือเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงช่วงที่ความเครียดลดลงอย่างรวดเร็ว
การอดอาหาร: การเว้นมื้ออาหารเป็นเวลานานหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาอาจกระตุ้นอาการในบางคน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: โดยเฉพาะช่วงที่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน
สิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อม: เช่น แสงจ้า แสงกะพริบ เสียงดัง กลิ่นฉุน หรืออากาศที่เปลี่ยนแปลง
อาหารและเครื่องดื่มบางชนิด: อาหารหรือเครื่องดื่มบางอย่างอาจกระตุ้นไมเกรนในบางราย จึงควรสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่รับประทานกับการเกิดอาการ
ยาหรือปัจจัยทางร่างกายบางอย่าง: ยาบางชนิด การออกแรงมาก หรือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอาจมีส่วนกระตุ้นอาการได้ในบางคน

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการไมเกรน

เมื่อมีอาการไมเกรน การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมอาจช่วยบรรเทาความรุนแรงและทำให้อาการดีขึ้นได้ โดยควรเริ่มจากการพักผ่อนและลดสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้อาการแย่ลง ดังนี้

  • พักในห้องที่มืดและเงียบ: ลดการสัมผัสแสงจ้า เสียงดัง หรือกลิ่นที่อาจกระตุ้นอาการ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การขาดน้ำอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นไมเกรนในบางคน จึงควรจิบน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา: หลีกเลี่ยงการอดอาหารหรือปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน
  • นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ: พยายามนอนและตื่นให้เป็นเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีอาการ
  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น: หากทราบว่าสิ่งใดทำให้อาการกำเริบ เช่น แสง เสียง กลิ่น หรืออาหารบางชนิด ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นในช่วงที่มีอาการ
  • ใช้ยาตามคำแนะนำ: หากมียาสำหรับรักษาไมเกรน ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินได้

วิธีป้องกันไมเกรนไม่ให้กำเริบบ่อย

การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมออาจช่วยลดโอกาสที่ไมเกรนจะกำเริบได้ โดยควรใส่ใจทั้งการพักผ่อน อาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด รวมถึงสังเกตตัวกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับอาการของตัวเอง ดังนี้

  • นอนหลับให้เป็นเวลา: พยายามเข้านอนและตื่นในเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: เลือกกิจกรรมที่ทำได้สม่ำเสมอและไม่หักโหมจนเกินไป
  • จัดการความเครียด: หาเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย หรือฝึกเทคนิคจัดการความเครียดที่เหมาะกับตัวเอง
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา: ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานาน และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • จดบันทึกอาการไมเกรน: บันทึกวันและเวลาที่มีอาการ รวมถึงการนอน อาหาร ความเครียด และกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยค้นหาปัจจัยกระตุ้นที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการของแต่ละคน
  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่สังเกตพบ: เมื่อทราบว่าสิ่งใดมีความสัมพันธ์กับการกำเริบของไมเกรน ควรพยายามลดหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยนั้นตามความเหมาะสม
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? อาการปวดหัวแบบไหนอันตราย

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์? อาการปวดหัวแบบไหนอันตราย

อาการปวดศีรษะส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หรือเป็นอาการปวดที่รุนแรงผิดไปจากที่เคยเป็น
  • มีไข้สูงร่วมกับคอแข็ง หรือรู้สึกเจ็บและขยับคอได้ลำบาก
  • มีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ
  • มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น พูดไม่ชัด ชาหรืออ่อนแรง เดินเซ หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลง
  • ปวดศีรษะหลังได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยเฉพาะหากอาการปวดรุนแรงขึ้นหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย

การรักษาไมเกรน มีวิธีไหนบ้าง?

การรักษาไมเกรนมีหลายแนวทาง โดยแพทย์จะพิจารณาให้เหมาะกับอาการและความต้องการของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นความถี่ ความรุนแรง ระยะเวลาที่มีอาการ และผลกระทบต่อการใช้ชีวิต โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การรักษาเมื่อมีอาการ (Acute Treatment) เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและอาการร่วมที่เกิดขึ้น และ การรักษาเพื่อป้องกัน (Preventive Treatment) เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรนในผู้ที่มีอาการบ่อยหรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมในแต่ละราย

สรุป ไมเกรนดูแลได้ หากรู้จักสังเกตอาการและตัวกระตุ้น

ไมเกรนอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิต แต่การทำความเข้าใจอาการและสังเกตตัวกระตุ้นของตัวเองสามารถช่วยให้รับมือกับอาการได้ดีขึ้น ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม เช่น นอนหลับให้เป็นเวลา รับประทานอาหารตรงเวลา ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และจัดการความเครียด หากมีอาการบ่อย รุนแรง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อวางแนวทางดูแลและรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

แชร์เลย:
ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี