ขี้กลาก โรคเชื้อราบนผิวหนังที่พบบ่อย พร้อมอาการ สาเหตุ และแนวทางการดูแลรักษา

แม้ขี้กลากบางกรณีจะรักษาเบื้องต้นได้ด้วยยาต้านเชื้อรา แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ลุกลาม หรือกลับมาเป็นซ้ำ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการดังนี้ เป็นขี้กลากหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย ขี้กลากขึ้นบริเวณหนังศีรษะหรือเล็บ ใช้ยาทาต้านเชื้อราแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผื่นลาม คันมาก หรือมีอาการอักเสบผิดปกติ ขี้กลากกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ

ขี้กลากเป็นโรคเชื้อราบนผิวหนังที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายบริเวณของร่างกายและอาจมีปัจจัยกระตุ้นได้หลายอย่าง แม้ขี้กลากอาจดูเหมือนเป็นปัญหาผิวหนังทั่วไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสมอาจทำให้ผื่นลุกลาม ระคายเคืองหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับอาการของขี้กลากว่าเป็นอย่างไร สาเหตุที่ควรรู้ รวมถึงแนวทางการดูแลรักษาและป้องกันอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยให้คุณรับมือกับโรคเชื้อราบนผิวหนังชนิดนี้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ขี้กลากคืออะไร และมีอาการอย่างไร

ขี้กลาก หรือ กลาก คือโรคติดเชื้อราบนผิวหนังที่พบได้บ่อย เกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes ซึ่งสามารถเกิดได้หลายบริเวณของร่างกาย โดยเฉพาะจุดที่อับชื้น มีเหงื่อออกมาก หรือผิวเปียกชื้นเป็นเวลานาน โดยอาการของขี้กลากที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • ผื่นแดงเป็นวงคล้ายแหวน ขอบผื่นชัด นูนแดง หรือมีสะเก็ดลอก
  • มีอาการคัน โดยเฉพาะบริเวณที่อับชื้นหรือมีเหงื่อออกมาก
  • ผิวหนังลอกเป็นขุย อาจพบได้ตามลำตัว แขน ขา ซอกนิ้วเท้า หรือรอยพับ
  • ผมร่วงเป็นหย่อม หากขี้กลากเกิดบริเวณหนังศีรษะ
  • ตุ่มน้ำหรือแผลระคายเคือง อาจเกิดขึ้นได้หากเกาหรือมีการติดเชื้อร่วม
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดขี้กลาก

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดขี้กลาก

ขี้กลาก เกิดจากการติดเชื้อราบนผิวหนังในกลุ่ม Dermatophytes ที่ไม่ได้เกิดจากสิ่งสกปรก แต่เชื้อราชนิดนี้เติบโตได้ดีในบริเวณที่ร้อน อับชื้น และมีเหงื่อสะสม ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นขี้กลากได้มีดังนี้

  • อยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้น หรือเหงื่อออกมาก
  • ใส่เสื้อผ้า รองเท้า หรือถุงเท้าที่อับชื้นเป็นเวลานาน
  • ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่อาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังออกกำลังกาย
  • มีผิวมัน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • สัมผัสสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อรา

ขี้กลาก vs เกลื้อน ต่างกันอย่างไร

ขี้กลากและเกลื้อนเป็นโรคเชื้อราบนผิวหนังที่พบได้บ่อย และมีอาการบางอย่างคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อราคนละกลุ่ม มีลักษณะผื่นและตำแหน่งที่พบบ่อยแตกต่างกัน หากสังเกตอาการได้ถูกต้อง จะช่วยให้ดูแลและรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น โดยความแตกต่างของขี้กลากและเกลื้อนมีดังนี้

ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี
ขี้กลาก


ขี้กลาก

ขี้กลากเกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) ลักษณะเด่นคือผื่นเป็นวงกลมหรือวงแหวน ขอบแดงชัด มีขุย และมักคัน ผื่นอาจค่อย ๆ ขยายออก โดยพบได้หลายบริเวณ เช่น ลำตัว แขน ขา ขาหนีบ เท้า ใบหน้า และหนังศีรษะ

เกลื้อน

เกลื้อน

เกลื้อนเกิดจากเชื้อรากลุ่มมาลาสซีเซีย (Malassezia) มักเกิดเมื่อผิวอับชื้นหรือมีเหงื่อออกมาก ลักษณะเด่นคือเป็นรอยด่างหรือปื้นสีขาว น้ำตาลอ่อน หรือชมพูจาง ๆ มีขุยละเอียดเล็กน้อย มักพบที่หลัง หน้าอก ต้นคอ ไหล่ และใบหน้า

วิธีรักษาขี้กลากให้หายได้อย่างถูกต้อง

การรักษาขี้กลากควรใช้ยาต้านเชื้อราให้ถูกวิธี และรักษาต่อเนื่องตามคำแนะนำ เพราะหากหยุดยาเองหรือใช้ยาผิดประเภท อาจทำให้ผื่นลุกลาม รักษาไม่หาย หรือกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยวิธีรักษาขี้กลากมีดังนี้

  • ใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา

เหมาะกับขี้กลากที่เป็นไม่มาก เช่น Clotrimazole, Terbinafine หรือ Ketoconazole โดยควรทาต่อเนื่องประมาณ 2–4 สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

  • ใช้ยากินเมื่ออาการรุนแรง

หากผื่นลุกลาม เป็นซ้ำบ่อยหรือเกิดที่หนังศีรษะและเล็บ อาจต้องใช้ยาต้านเชื้อราชนิดรับประทาน ซึ่งควรใช้ตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น

  • ไม่ควรหยุดยาเอง

แม้อาการคันหรือผื่นจะดีขึ้นแล้ว ควรรักษาให้ครบระยะเวลา เพื่อช่วยลดโอกาสที่ขี้กลากจะกลับมาเป็นซ้ำ

  • หลีกเลี่ยงยาทาที่มีสเตียรอยด์

ไม่ควรซื้อยามาทาเองโดยไม่แน่ใจ เพราะยาบางชนิดอาจทำให้ผื่นดูดีขึ้นชั่วคราว แต่เชื้อรายังอยู่และอาจลุกลามมากขึ้น

  • ดูแลผิวให้แห้งและสะอาด

ซับผิวให้แห้งโดยเฉพาะบริเวณข้อพับ ขาหนีบ และจุดอับชื้น รวมถึงไม่ใช้ผ้าขนหนูหรือเสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น

  • พบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น

หากใช้ยาแล้วผื่นไม่ยุบ ผื่นขยาย หรือกลับมาเป็นซ้ำ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

วิธีป้องกันการแพร่เชื้อและการกลับมาเป็นซ้ำ

วิธีป้องกันการแพร่เชื้อและการกลับมาเป็นซ้ำ

ขี้กลากเป็นปัญหาผิวหนังที่อาจดูไม่รุนแรง แต่ถ้าหากดูแลไม่ถูกวิธีก็มีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ การรู้วิธีป้องกันอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาว โดยวิธีป้องกันมีดังนี้ 

  • รักษาร่างกายให้สะอาดและแห้ง อาบน้ำเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังเหงื่อออกและเช็ดตัวให้แห้ง
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น  เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หวี หมวก รองเท้า เพราะอาจมีเชื้อราปนเปื้อน
  • ซักและตากของใช้ให้แห้งสนิท เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และถุงเท้าควรซักเป็นประจำ ไม่ควรใช้ของที่อับชื้นหรือมีกลิ่นอับ
  • เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงเสื้อผ้ารัดแน่นหรือหนาเกินไป เพราะทำให้เหงื่อสะสมและเกิดเชื้อราได้ง่าย
  • ดูแลเท้าและรองเท้า เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน ตากรองเท้าให้แห้งและหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในห้องน้ำรวม สระว่ายน้ำ หรือฟิตเนส
  • สังเกตสัตว์เลี้ยง หากสัตว์เลี้ยงมีขนร่วงเป็นหย่อม มีแผล หรือสะเก็ด ควรพาไปพบสัตวแพทย์ เพราะอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้
ขี้กลากมีอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

ขี้กลากมีอาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

แม้ขี้กลากบางกรณีจะรักษาเบื้องต้นได้ด้วยยาต้านเชื้อรา แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ลุกลาม หรือกลับมาเป็นซ้ำ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการดังนี้

  • เป็นขี้กลากหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
  • ขี้กลากขึ้นบริเวณหนังศีรษะหรือเล็บ
  • ใช้ยาทาต้านเชื้อราแล้วอาการไม่ดีขึ้น
  • ผื่นลาม คันมาก หรือมีอาการอักเสบผิดปกติ
  • ขี้กลากกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ
แชร์เลย:
ปุ่มปรึกษา line
ปุ่มปรึกษา face
ปุ่มโทรหาเรา
ปุ่มปรึกษาฟรี