ลบรอยแผลเป็น วิธีไหนเหมาะกับคุณ? รู้จักประเภทแผลเป็นและแนวทางรักษาอย่างถูกต้อง
ไม่ว่าจะจากแผลผ่าตัด อุบัติเหตุ สิว หรือการอักเสบของผิว โดยลักษณะของแผลเป็นในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องสี ขนาด ความนูน หรือความลึก ซึ่งส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของบาดแผล รวมถึงลักษณะการสร้างเนื้อเยื่อของแต่ละบุคคล
แม้แผลเป็นจะไม่สามารถทำให้หายไปได้ 100% แต่การรักษาสามารถช่วยให้รอยแผลเป็นจางลง เรียบขึ้น และเห็นได้ชัดน้อยลงได้ ปัจจุบันมีแนวทางรักษาหลากหลาย ตั้งแต่การใช้ครีมหรือยาทา การทำเลเซอร์ การฉีดยา ไปจนถึงการผ่าตัดแก้ไขแผลเป็น โดยวิธีที่เหมาะสมจะต้องพิจารณาจากชนิด ลักษณะ และความรุนแรงของแผลเป็นเป็นสำคัญ
บทความนี้จะพาไปรู้จักประเภทของแผลเป็น พร้อมเจาะลึกวิธีลบรอยแผลเป็นแต่ละรูปแบบ ตั้งแต่การดูแลเบื้องต้นไปจนถึงการรักษาโดยแพทย์ เพื่อช่วยให้เข้าใจว่าแผลเป็นแบบไหนควรเลือกวิธีใด และแนวทางใดจึงเหมาะกับสภาพผิวของคุณมากที่สุด

รอยแผลเป็นคืออะไร? ทำไมแผลบางคนจาง แต่บางคนกลับนูนขึ้น
รอยแผลเป็น คือ เนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นหลังร่างกายได้รับบาดเจ็บและเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมผิว โดยร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อปิดบริเวณที่เกิดบาดแผล ซึ่งในระหว่างกระบวนการนี้จะมีการสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ เมื่อแผลสมานดีแล้ว ปริมาณและการเรียงตัวของคอลลาเจนจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตามเวลา ทำให้แผลเป็นบางชนิดค่อย ๆ จางและเรียบลงได้ ขณะที่บางคนอาจมีการสร้างคอลลาเจนมากเกินไปหรือจัดเรียงตัวผิดปกติ จนเกิดเป็นแผลเป็นนูนหรือเห็นรอยได้ชัดเจน
กระบวนการสร้างคอลลาเจนหลังเกิดบาดแผล
เมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการสมานแผลหลายระยะ ตั้งแต่การห้ามเลือด การอักเสบ การสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ไปจนถึงการปรับโครงสร้างของเนื้อเยื่อ โดยในระยะสร้างเนื้อเยื่อ ร่างกายจะกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจนและองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อช่วยเติมเต็มบริเวณที่สูญเสียไป
ในช่วงแรกอาจมีการสร้างคอลลาเจนในปริมาณมากเพื่อให้แผลแข็งแรง จากนั้นเมื่อแผลเข้าสู่ระยะปรับโครงสร้าง คอลลาเจนจะถูกจัดเรียงและสลายบางส่วนอย่างต่อเนื่อง หากกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างสมดุล แผลเป็นมักค่อย ๆ นุ่มลง แบนลง และสีจางลงตามเวลา แต่หากร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินไปหรือการสลายคอลลาเจนไม่สมดุล ก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นที่นูน หนา หรือเห็นได้ชัดกว่าปกติ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็นชัดกว่าปกติ
ความชัดของแผลเป็นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของบาดแผลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งลักษณะของแผล ตำแหน่งที่เกิดแผล และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน โดยปัจจัยที่อาจทำให้เกิดแผลเป็นชัดหรือนูนขึ้น ได้แก่
- ความลึกและความรุนแรงของบาดแผล แผลที่ลงลึกถึงชั้นผิวหนังมากมีโอกาสเกิดแผลเป็นชัดกว่าแผลตื้น
- ตำแหน่งของแผล บริเวณที่มีแรงตึงของผิวหรือมีการเคลื่อนไหวบ่อย เช่น หน้าอก ไหล่ และบริเวณข้อต่อ อาจมีโอกาสเกิดแผลเป็นนูนได้มากขึ้น
- การอักเสบหรือติดเชื้อของแผล อาจรบกวนกระบวนการสมานแผลและทำให้แผลเป็นเห็นได้ชัดขึ้น
- ลักษณะการสร้างคอลลาเจนของแต่ละบุคคล บางคนมีแนวโน้มสร้างคอลลาเจนมากผิดปกติ จึงอาจเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ง่าย
- การดูแลแผลระหว่างการสมาน การแกะเกา การเสียดสี หรือการดูแลแผลไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อการหายของแผลและลักษณะของแผลเป็น
- ปัจจัยด้านพันธุกรรม มีส่วนต่อแนวโน้มการเกิดแผลเป็นนูนและคีลอยด์ในบางบุคคล

ประเภทของรอยแผลเป็นที่พบได้บ่อย
รอยแผลเป็นสามารถมีลักษณะแตกต่างกันตามความลึกของบาดแผล กระบวนการสมานแผล และการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย จึงไม่ได้มีเพียงแผลเป็นแบบนูนหรือรอยดำเท่านั้น โดยประเภทของแผลเป็นที่พบได้บ่อยมีทั้งแผลเป็นที่นูนขึ้น แผลเป็นที่ยุบลง และแผลเป็นที่มีการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะและแนวทางรักษาที่แตกต่างกัน
แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar)
แผลเป็นนูนเกิดจากการสร้างคอลลาเจนมากกว่าปกติในบริเวณที่เกิดบาดแผล ทำให้เนื้อแผลมีลักษณะหนา นูน และแข็งกว่าผิวโดยรอบ โดยแผลเป็นชนิดนี้มักยังอยู่ภายในขอบเขตเดิมของบาดแผล และในบางกรณีสามารถค่อย ๆ แบนลงและจางลงได้เมื่อเวลาผ่านไป
คีลอยด์ (Keloid scar)
คีลอยด์เป็นแผลเป็นที่เกิดจากการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนมากเกินไปจนแผลเป็นขยายออกนอกขอบเขตของบาดแผลเดิม ลักษณะมักเป็นก้อนนูน แข็ง หรือมีผิวเรียบและเป็นมัน อาจมีสีชมพู แดง น้ำตาล หรือเข้มกว่าสีผิวโดยรอบ และบางรายอาจมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย โดยคีลอยด์มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้แม้ได้รับการรักษาแล้ว
แผลเป็นยุบ (Atrophic scar)
แผลเป็นยุบเกิดจากการสร้างคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อทดแทนบริเวณบาดแผลไม่เพียงพอ ทำให้ผิวบริเวณนั้นยุบตัวต่ำกว่าผิวโดยรอบ มักพบหลังการอักเสบหรือเป็นสิว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลักษณะของแผลเป็นอาจเป็นหลุมตื้นหรือหลุมลึก และมีรูปทรงแตกต่างกันตามระดับและลักษณะของการสูญเสียเนื้อเยื่อ
แผลเป็นจากสิว (Acne scar)
แผลเป็นจากสิวเกิดขึ้นหลังสิวอักเสบรุนแรงหรือมีการทำลายโครงสร้างของผิว ทำให้เกิดความผิดปกติของพื้นผิวหลังสิวหาย โดยส่วนใหญ่มักพบเป็นแผลเป็นยุบหรือหลุมสิว เช่น หลุมขอบชัด หลุมลึก และหลุมที่มีลักษณะเป็นคลื่น นอกจากนี้บางคนอาจมีรอยแดงหรือรอยดำหลังสิว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวและไม่ใช่แผลเป็นถาวรในความหมายเดียวกับหลุมสิว
แผลเป็นจากการผ่าตัดหรือบาดแผล (Surgical and traumatic scar)
เป็นแผลเป็นที่เกิดหลังการผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือบาดแผลที่ทำให้ผิวหนังเกิดการฉีกขาดหรือถูกตัด โดยลักษณะของแผลเป็นขึ้นอยู่กับความลึกและขนาดของบาดแผล วิธีการเย็บแผล ตำแหน่งของแผล รวมถึงกระบวนการสมานแผลของแต่ละบุคคล แผลเป็นบางชนิดอาจเป็นเส้นเรียบและค่อย ๆ จางลง ขณะที่บางรายอาจเกิดแผลเป็นนูน หนา หรือมีสีเข้มกว่าผิวโดยรอบ
รอยแผลเป็นสีเข้มหรือรอยดำหลังแผล (Post-inflammatory hyperpigmentation)
หลังบาดแผลหรือการอักเสบของผิว อาจเกิดการสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นจนบริเวณนั้นมีสีเข้มกว่าผิวโดยรอบ ลักษณะเป็นรอยสีน้ำตาลหรือคล้ำ โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ผิวมีความนูนหรือยุบลงเหมือนแผลเป็นจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิว และสีอาจค่อย ๆ จางลงตามเวลา ทั้งนี้ระยะเวลาที่รอยจะจางแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ลบรอยแผลเป็นได้หรือไม่?
แผลเป็นไม่สามารถลบให้หายไปจากผิวได้ 100% เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจากกระบวนการซ่อมแซมผิวของร่างกาย แต่การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยให้แผลเป็นมีลักษณะดีขึ้นและสังเกตเห็นได้ยากลง โดยผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับประเภท ขนาด ตำแหน่ง และความรุนแรงของแผลเป็น รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษาของแต่ละบุคคล
การรักษาแผลเป็นสามารถช่วย ทำให้ผิวบริเวณแผลเรียบขึ้น ลดความเข้มของสีให้ใกล้เคียงกับผิวโดยรอบ ลดความนูนหรือความหนาของแผลเป็น รวมถึงช่วยบรรเทาอาการคันหรือความไม่สบายบริเวณแผลในบางกรณี เมื่อแผลเป็นมีลักษณะเรียบ จาง และกลมกลืนกับผิวมากขึ้น ก็สามารถช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันได้
ดังนั้น เป้าหมายของการรักษาแผลเป็นจึงไม่ใช่การทำให้แผลหายไปทั้งหมด แต่เป็นการ ปรับลักษณะของแผลเป็นให้ดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่สภาพแผลและร่างกายของแต่ละคนจะเอื้ออำนวย โดยควรเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับประเภทของแผลเป็น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย

วิธีลบรอยแผลเป็นที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน
ปัจจุบันการรักษาแผลเป็นมีหลายวิธี ตั้งแต่การดูแลด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับแผลเป็น ไปจนถึงการใช้เลเซอร์ การฉีดยา และการผ่าตัดแก้ไขแผลเป็น โดยแต่ละวิธีมีหลักการและเหมาะกับแผลเป็นแตกต่างกัน การประเมินลักษณะของแผลเป็นโดยแพทย์จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเลือกวิธีรักษา เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงกับปัญหามากที่สุด
การใช้ครีมหรือเจลลดรอยแผลเป็น
ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลแผลเป็น เช่น เจลหรือแผ่นซิลิโคน สามารถใช้เพื่อช่วยดูแลแผลเป็นที่อยู่ในระยะสมานและช่วยลดความนูนของแผลเป็นบางประเภท โดยเฉพาะเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของแผลเป็น และไม่สามารถทำให้แผลเป็นหายไปทั้งหมดได้
การทำเลเซอร์รักษาแผลเป็น
เลเซอร์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม โดยมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบที่สามารถเลือกใช้ตามลักษณะของแผลเป็น เช่น แผลเป็นจากสิว แผลเป็นที่มีสีผิดปกติ หรือแผลเป็นที่มีพื้นผิวไม่เรียบ การรักษาสามารถช่วยกระตุ้นการปรับโครงสร้างผิว ลดความแตกต่างของสี และทำให้พื้นผิวของแผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น ทั้งนี้ชนิดของเลเซอร์ จำนวนครั้ง และพลังงานที่ใช้ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์
การฉีดยาเข้าแผลเป็น
การฉีดยาเข้าแผลเป็นเป็นวิธีที่ใช้บ่อยในการรักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์ โดยแพทย์อาจฉีด ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) เข้าสู่บริเวณแผลเป็น เพื่อช่วยลดการอักเสบและยับยั้งการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป ทำให้แผลเป็นค่อย ๆ นุ่มลง แบนลง และลดขนาดลงได้ในบางกรณี การรักษาอาจต้องฉีดซ้ำหลายครั้ง โดยแพทย์จะประเมินระยะห่างและปริมาณยาให้เหมาะสมกับขนาดและลักษณะของแผลเป็น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง เช่น ผิวบาง สีผิวเปลี่ยนแปลง หรือเนื้อเยื่อบริเวณที่ฉีดยุบตัว
การผ่าตัดแก้ไขแผลเป็น
การผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นเหมาะกับแผลเป็นบางลักษณะที่มีขนาดใหญ่ กว้าง ยาว ผิดรูป หรือมีปัญหาด้านความตึงของผิว โดยแพทย์จะพิจารณาตัดเนื้อเยื่อแผลเป็นเดิมออกและออกแบบการเย็บแผลใหม่ให้เหมาะสมกับแนวของผิวหนัง เพื่อให้แผลใหม่มีโอกาสเรียบและสังเกตเห็นได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดจะทำให้เกิดบาดแผลใหม่ จึงจำเป็นต้องวางแผนการดูแลหลังผ่าตัดเพื่อลดโอกาสเกิดแผลเป็นซ้ำ
การรักษาแผลเป็นแบบผสมผสาน
ในบางกรณี การรักษาเพียงวิธีเดียวอาจไม่เพียงพอ แพทย์อาจเลือกใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การผ่าตัดร่วมกับเลเซอร์ หรือการฉีดยาร่วมกับวิธีอื่น เพื่อจัดการปัญหาของแผลเป็นในแต่ละด้าน ทั้งความนูน สี และพื้นผิว การวางแผนแบบผสมผสานจึงช่วยให้สามารถรักษาแผลเป็นได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยต้องพิจารณาตามสภาพแผลและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

วิธีเลือกการรักษาให้เหมาะกับแผลเป็นแต่ละประเภท
|
ประเภทแผลเป็น |
วิธีรักษา |
|
แผลนูน |
สเตียรอยด์, เลเซอร์ |
|
คีลอยด์ |
การฉีดสเตียรอยด์, เลเซอร์, การผ่าตัดร่วมกับการฉีดยาหรือการรักษาอื่น เพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ |
|
แผลเป็นบุ๋ม |
เลเซอร์, Microneedling, Subcision, การเติมเต็มด้วยสารเติมเต็มในบางกรณี หรือการรักษาร่วมหลายวิธี |
|
รอยแดง |
เลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการความผิดปกติของหลอดเลือดและรอยแดง รวมถึงการดูแลผิวและป้องกันแสงแดด |
|
รอยดำ |
ยาทาหรือสารลดเลือนรอยดำ, เลเซอร์บางชนิด และการป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ |
ดูแลแผลอย่างไรเพื่อลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
การดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก มีส่วนช่วยให้แผลสมานตัวได้ดีและลดปัจจัยที่อาจทำให้เกิดแผลเป็นชัด นอกจากดูแลความสะอาดของแผลแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการรบกวนแผลระหว่างการสมาน รวมถึงดูแลผิวอย่างต่อเนื่องหลังแผลปิดสนิท เพราะแผลเป็นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกระยะหนึ่งหลังจากผิวด้านนอกปิดแล้ว
ช่วงแผลสด
ในช่วงที่แผลยังเปิดหรือกำลังสมาน สิ่งสำคัญคือการรักษาความสะอาดและป้องกันแผลจากการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บซ้ำ โดยควรล้างแผลตามคำแนะนำของแพทย์และใช้ยาหรือวัสดุปิดแผลที่เหมาะสมกับชนิดของบาดแผล หากเป็นแผลจากการผ่าตัด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการดูแลแผลและการเปลี่ยนผ้าปิดแผลอย่างเคร่งครัด
ควรหลีกเลี่ยงการแกะเกา ดึงสะเก็ด หรือถูบริเวณแผล เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อที่กำลังสร้างใหม่ได้รับความเสียหายและรบกวนการสมานแผล รวมถึงควรระวังไม่ให้แผลถูกเสียดสีหรือเกิดแรงดึงมากเกินไป หากพบอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดงมากขึ้น มีหนอง ปวดมาก หรือมีไข้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนและรับการรักษาที่เหมาะสม
หลังแผลปิดสนิท
เมื่อแผลปิดสนิทแล้ว ควรดูแลแผลเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการป้องกันแสงแดด เนื่องจากรังสี UV สามารถกระตุ้นให้รอยแผลมีสีเข้มขึ้นและเห็นได้ชัดกว่าเดิม จึงควรใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพเพียงพอและปกป้องบริเวณแผลจากแสงแดดเป็นประจำ
สำหรับแผลเป็นที่เริ่มนูนหรือมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นผิดปกติ อาจใช้ซิลิโคนเจลหรือแผ่นซิลิโคนตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยดูแลและลดความนูนของแผลเป็นในบางกรณี นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเกา นวด หรือกดแผลเป็นอย่างรุนแรงโดยไม่ได้รับคำแนะนำ เพราะลักษณะการดูแลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของแผลเป็น
หากแผลเป็นมีลักษณะนูนมากขึ้น ขยายออกนอกขอบเขตเดิม มีอาการคันหรือเจ็บ หรือมีลักษณะบุ๋มและเห็นได้ชัด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพราะการรักษาแผลเป็นตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยควบคุมลักษณะของแผลและลดโอกาสที่แผลเป็นจะเห็นชัดมากขึ้นได้

ใครบ้างที่ควรพบแพทย์เพื่อรักษาแผลเป็น
แม้แผลเป็นส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายและสามารถค่อย ๆ จางลงได้ตามเวลา แต่หากแผลเป็นมีลักษณะผิดปกติ เปลี่ยนแปลงมากขึ้น หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม โดยผู้ที่ควรเข้ารับการประเมิน ได้แก่
- แผลเป็นนูนหรือหนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแผลที่เริ่มขยายออกนอกขอบเขตของบาดแผลเดิม ซึ่งอาจเข้าข่ายคีลอยด์
- แผลเป็นมีอาการคัน เจ็บ แสบร้อน หรือตึง จนทำให้เกิดความรำคาญหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
- แผลเป็นมีขนาดใหญ่หรือเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก หรือบริเวณที่ส่งผลต่อความมั่นใจ
- แผลเป็นบุ๋มหรือพื้นผิวผิวไม่เรียบ เช่น หลุมสิวหรือแผลเป็นจากการบาดเจ็บที่ทำให้ผิวดูเป็นแอ่ง
- แผลเป็นมีสีแดงหรือคล้ำผิดปกติและไม่ค่อยจางลง หลังแผลหายดีแล้ว
- แผลเป็นรั้งผิวหรือจำกัดการเคลื่อนไหว เช่น แผลเป็นบริเวณข้อพับหรือข้อต่อที่ทำให้ขยับบริเวณนั้นได้ไม่สะดวก
- แผลเป็นกลับมานูนหรือโตขึ้นหลังเคยรักษา เนื่องจากแผลเป็นบางประเภท โดยเฉพาะคีลอยด์ มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้
หากแผลเป็นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีเลือดออก เป็นแผลเปิดซ้ำ มีหนอง หรือมีอาการอักเสบร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินโดยเร็ว ไม่ควรพยายามรักษาด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว
การรักษาลบรอยแผลเป็นที่โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช
โรงพยาบาลมาสเตอร์พีชมีแนวทางดูแลปัญหาหลุมสิวและรอยแผลเป็นด้วยหลากหลายหัตถการ โดยแพทย์จะประเมินลักษณะของแผลเป็นก่อนเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีหัตถการที่ใช้ดูแลรอยแผลเป็น ได้แก่ MORPHEUS 8, Subcision, PICO LASER และ V Beam
MORPHEUS 8 ช่วยปรับพื้นผิวผิวและลดเลือนรอยแผลเป็น Subcision เหมาะสำหรับแผลเป็นหลุมบางลักษณะที่มีพังผืดยึดรั้ง ส่วน PICO LASER สามารถใช้ดูแลปัญหาสีผิวและรอยแผลเป็น ขณะที่ V Beam เหมาะกับการดูแลรอยแดง รวมถึงรอยแดงที่เกี่ยวข้องกับแผลเป็น
การเลือกหัตถการจึงควรพิจารณาจากประเภทของแผลเป็น ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และสภาพผิวของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะสม เพื่อช่วยให้รอยแผลเป็นดูจางลง ผิวเรียบเนียนขึ้น และเห็นได้ชัดน้อยลง






