เชื้อราบนหนังศีรษะเกิดจากอะไร อาการและสาเหตุ วิธีรักษา
เคยรู้สึกคันยิบ ๆ หนังศีรษะลอกเป็นขุย หรือผมร่วงเป็นหย่อม ๆ ไหม? อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของเชื้อราบนหนังศีรษะ ซึ่งมักเกิดจากความอับชื้น เหงื่อสะสม การใช้ของร่วมกับผู้อื่น หรือภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจว่าเชื้อราเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอาการแบบไหนที่ควรระวัง และวิธีดูแลรักษาเพื่อไม่ให้ลุกลามจนกระทบสุขภาพผมและความมั่นใจ

ทำความรู้จัก เชื้อราบนหนังศีรษะ คืออะไร?
เชื้อราบนหนังศีรษะ (Tinea capitis) หรือกลากที่หนังศีรษะ คือโรคที่เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes (เดอร์มาโตไฟต์) ซึ่งพบได้จากคน สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่ในดิน โดยเชื้อราจะเข้าไปทำลายหนังศีรษะ เส้นผม และรูขุมขน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชื้นที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ คัน หนังศีรษะลอกเป็นขุย และผมร่วงเป็นหย่อม ๆ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดแผลเป็นถาวรและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะศีรษะล้านได้

สาเหตุเชื้อราบนหนังศีรษะ
สาเหตุของเชื้อราบนหนังศีรษะมักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสเชื้อโดยตรงหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ซึ่งปัจจัยที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- ได้รับเชื้อจากผู้ที่มีการติดเชื้อ อยู่ใกล้ชิด สัมผัสตัว หรือใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น หวี หมอน ผ้าเช็ดผม สามารถทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่าย
- ได้รับเชื้อจากสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะหมาและแมวที่ไม่สะอาด หากสัมผัสแล้วไม่ล้างมือก่อนจับหน้าและผมอาจทำให้ติดเชื้อได้
- อุปกรณ์ทำผมที่ไม่สะอาด เช่น หวี เครื่องหนีบ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในร้านเสริมสวย หากทำความสะอาดไม่ดีและมีการใช้ร่วมกัน อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อรา
- หนังศีรษะอับชื้นหรือหมักหมม เช่น ไม่สระผมนาน ใส่หมวกเป็นเวลานาน ๆ จนเหงื่อสะสม ทำให้เกิดการอุดตันและกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราได้ง่าย

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ
ปัจจัยเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะโดยตรง แต่เป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งมีดังต่อไปนี้
- สภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้เหงื่อสะสมและหนังศีรษะอับชื้น
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ร่างกายจึงควบคุมเชื้อราได้ไม่ดี
- ความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือโภชนาการไม่สมดุล ส่งผลต่อสมดุลของผิวหนัง
- หนังศีรษะแพ้ง่ายหรือมีโรคผิวหนัง เช่น รังแคเรื้อรัง หรือผิวอักเสบ
- พฤติกรรมการดูแลเส้นผมที่ไม่เหมาะสม เช่น สระผมน้อยเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้หนังศีรษะแห้งเสีย
พฤติกรรมอะไรบ้าง? ที่เสี่ยง จะรู้ได้ไงว่าหัวเป็นเชื้อรา
เชื้อราบนหนังศีรษะมักเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนี้
- สุขอนามัยไม่ดี: ไม่สระผมเป็นประจำ หรือสระแล้วไม่เช็ดให้แห้ง ทำให้หนังศีรษะอับชื้นและเป็นแหล่งเพาะเชื้อ
- ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น: เช่น หวี หมวก หรือผ้าเช็ดผม ซึ่งสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้
- สวมใส่สิ่งของอับชื้น: หมวกหรือผ้าคาดผมที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน ทำให้หนังศีรษะอับและเชื้อราเติบโตง่าย
- สัมผัสสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อ: หากจับสัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อราแล้วไม่ล้างมือ เชื้อสามารถเข้าสู่หนังศีรษะได้
- ดูแลบาดแผลไม่ถูกสุขลักษณะ: แผลหรือรอยถลอกบนหนังศีรษะที่ไม่ได้ทำความสะอาด สามารถเป็นทางเข้าสำหรับเชื้อรา
- อยู่ในสภาพแวดล้อมร้อนชื้น: อากาศร้อนและความชื้นสูงเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อรา
- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ: ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำจากโรคประจำตัวหรือผลข้างเคียงของยา มีความเสี่ยงติดเชื้อราได้ง่ายกว่า

วิธีสังเกตว่าหัวอาจเป็นเชื้อรา
- มีอาการคันยิบ ๆ ที่หนังศีรษะ
- หนังศีรษะลอกเป็นขุย หรือเป็นสะเก็ด
- มีผมร่วงเป็นหย่อม ๆ หรือผมบางบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
- หนังศีรษะแดงหรืออักเสบ บางครั้งมีตุ่มหนองหรือสะเก็ดเหลือง
- รู้สึกหนังศีรษะมันหรือมีกลิ่นผิดปกติ
อาการของเชื้อราบนหนังศีรษะ มีกี่ประเภท
ชื้อราบนหนังศีรษะสามารถแบ่งตามชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุหลัก โดยส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ซึ่งพบบ่อย 2 ชนิด ดังนี้
- Trichophyton tonsurans: พบการติดเชื้อในคน โดยเฉพาะเด็ก ทำให้เกิดผื่นแดงเป็นวง มีสะเก็ด และผมร่วงเป็นหย่อม ๆ
- Microsporum canis: มักติดต่อจากสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว ทำให้เกิดผื่นแดง อักเสบ มีสะเก็ดหนา และผมร่วงเป็นหย่อม ๆ
เชื้อราบนหนังศีรษะ เป็นนานแค่ไหนถึงควรไปพบแพทย์
โดยปกติเชื้อราบนหนังศีรษะไม่หายเอง และมักต้องใช้ยารักษาโดยตรง หากมีอาการคัน หนังศีรษะลอก หรือผมร่วงเป็นหย่อม ๆ เกิน 1–2 สัปดาห์ โดยไม่มีท่าทีดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังนี้
- ผื่นแดงหรืออักเสบรุนแรง
- มีหนองหรือสะเก็ดหนา
- ผมร่วงเป็นวงกว้างหรือเร็วผิดปกติ
- มีไข้หรือรู้สึกไม่สบายร่วมด้วย

เชื้อราบนหนังศีรษะ มีวิธีรักษา ให้หายไหม ได้อย่างไร
การรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยมีแนวทางหลักดังนี้
- ยาทาต้านเชื้อรา: ใช้สำหรับบรรเทาอาการคันและลดปริมาณเชื้อราในบริเวณที่พบอาการ เช่น Ketoconazole หรือ Terbinafine แบบทาภายนอก
- ยารับประทานต้านเชื้อรา: แพทย์อาจสั่งยา เช่น Griseofulvin, Terbinafine, Itraconazole หรือ Fluconazole ออกฤทธิ์กำจัดเชื้อจากภายใน รักษานานหลายสัปดาห์จนมั่นใจว่าเชื้อหายหมด
- ยาสระผมต้านเชื้อรา: เช่น Ketoconazole shampoo ช่วยฆ่าเชื้อราที่อยู่บนหนังศีรษะโดยตรงและลดการแพร่เชื้อ
- การดูแลเสริมและสมุนไพร: การหมักผมด้วยมะละกอดิบ น้ำส้มสายชู น้ำมันละหุ่ง หรือล้างด้วยน้ำมะนาวผสมเบกกิ้งโซดา อาจช่วยลดเชื้อราและอาการคัน แต่ควรใช้ควบคู่กับการรักษาหลักและปรึกษาแพทย์ก่อน
- รักษาความสะอาดและป้องกันการแพร่เชื้อ: หลีกเลี่ยงการใช้หมอน ผ้าเช็ดตัว หรือหวีร่วมกับผู้อื่น เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าเช็ดตัวบ่อย ๆ และทำความสะอาดอุปกรณ์ทำผมสม่ำเสมอ
สาเหตุใดที่รักษาเชื้อราบนหนังศีรษะ ไม่หาย
เชื้อราบนหนังศีรษะอาจไม่หาย หากใช้ยาไม่ถูกต้องหรือไม่ต่อเนื่อง รวมถึงเชื้อราที่ดื้อยา นอกจากนี้ การดูแลหนังศีรษะไม่สะอาดเพียงพอก็ทำให้เชื้อกลับมาแพร่ได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสม หากปล่อยไว้อาจทำให้ผมร่วงถาวรได้
สรุป
เชื้อราบนหนังศีรษะเกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes ที่แพร่จากคน สัตว์ หรือสิ่งของอับชื้น ทำให้หนังศีรษะคัน ลอกเป็นขุย และผมร่วงเป็นหย่อม ๆ การรักษาคือใช้ยาทา ยารับประทาน และยาสระผมต้านเชื้อรา ควบคู่กับดูแลความสะอาดและป้องกันการแพร่เชื้อ การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันการลุกลามและผมร่วงถาวร หากต้องการรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะ ทางโรงพยาบาลมาสเตอร์พีชมีบริการปรึกษาทีมแพทย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย





















