กลากเกลื้อนเกิดจากอะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาที่ควรรู้
หลายคนคงเคยประสบปัญหาผิวหนังคัน ลอกเป็นขุย หรือมีรอยปื้นต่างสีบนผิวหนัง จนเกิดคำถามในใจว่า กลากเกลื้อนเกิดจากอะไร? อาการเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญใจและอาการคันยิบ ๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นในบริเวณที่มองเห็นได้ชัด บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกว่า กลากเกลื้อน เกิดจากอะไร มีลักษณะกลากเกลื้อน อาการอย่างไร รวมถึงแนะนำกลากเกลื้อน ยาทา และรวมถึงแนวทางรักษาและวิธีดูแลผิวเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
กลากเกลื้อนคืออะไร?
กลากเกลื้อนเป็นคำที่คนไทยนิยมใช้เรียกรวมโรคผิวหนังจากเชื้อรา แต่ในทางการแพทย์ “กลาก” และ “เกลื้อน” เป็นคนละโรค แม้จะเกิดจากเชื้อราเหมือนกันก็ตามดังนี้
- กลาก เกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes ซึ่งสามารถย่อยเคราตินในผิวหนัง เส้นผม และเล็บ
- เกลื้อน เกิดจากเชื้อรายีสต์ในสกุล Malassezia ซึ่งเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติ แต่สามารถเพิ่มจำนวนผิดปกติได้
ทั้งสองโรคสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในประเทศเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย

กลาก คืออะไร?
เมื่อพูดถึงคำว่า กลากเกิดจากอะไร หลายคนมักเข้าใจว่าเกิดจากความสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้ว กลากเกิดจากการติดเชื้อรา Dermatophytes ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านหลายช่องทาง เช่น
- การสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง
- การใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือหวีร่วมกัน
- การสัมผัสสัตว์เลี้ยงที่ติดเชื้อ
- การสัมผัสพื้นเปียกในห้องอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำ
ลักษณะเด่นของกลาก คือ
- ผื่นแดงเป็นวง
- ขอบนูนชัด
- มีขุยบริเวณขอบ
- คันมาก
- ผื่นขยายออกเรื่อย ๆ
กลากสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น
- หนังศีรษะ
- ลำตัว
- ขาหนีบ
- มือ
- เท้า
- กลากที่หน้า ซึ่งมักทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผื่นแพ้หรือสิวผด หากไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง

เกลื้อน คืออะไร?
หากสงสัยว่า เกลื้อนเกิดจากอะไร คำตอบคือเกิดจากเชื้อรา Malassezia ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติ เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น
- เหงื่อออกมาก
- อากาศร้อนชื้น
- ผิวมัน
- ภูมิคุ้มกันลดลง
- การใช้เสื้อผ้าอับชื้น
เชื้อจะเพิ่มจำนวนมากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดรอยด่างบนผิวหนัง
ลักษณะอาการ ได้แก่
- รอยสีขาว น้ำตาล หรือชมพู
- มีขุยละเอียด
- ไม่คัน หรือคันเล็กน้อย
- มักพบที่หน้าอก หลัง คอ และต้นแขน
บางรายอาจพบ เกลื้อนที่หน้า โดยเฉพาะวัยรุ่นหรือผู้ที่มีผิวมัน แม้จะพบไม่บ่อยเท่าบริเวณลำตัว
วิธีการรักษากลากเกลื้อน
การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อรา ความรุนแรง และตำแหน่งที่เกิดโรคดังนี้
ใช้ยาทาต้านเชื้อรา
การรักษาเบื้องต้นนิยมใช้ กลากเกลื้อน ยาทา เช่น
- Clotrimazole
- Ketoconazole
- Miconazole
- Terbinafine
ควรทาต่อเนื่องตามแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

รับประทานยาต้านเชื้อรา
แพทย์อาจพิจารณาใช้ยารับประทานในกรณี ดังนี้
- เป็นบริเวณกว้าง
- เป็นซ้ำบ่อย
- หนังศีรษะติดเชื้อ
- เล็บติดเชื้อ
- ยาทาไม่ได้ผล
ควรใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีผลต่อตับและมีข้อควรระวังในการใช้ร่วมกับยาอื่น

รักษาความสะอาดผิวหนัง
ควรปฏิบัติดังนี้
- อาบน้ำหลังออกกำลังกาย
- เช็ดตัวให้แห้ง
- เปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเมื่อเปียกเหงื่อ
- ซักผ้าเช็ดตัวสม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน
เชื้อราสามารถแพร่กระจายผ่านสิ่งของ ดังนี้
- ผ้าเช็ดตัว
- เสื้อผ้า
- รองเท้า
- หวี
- หมวก
การแยกของใช้ส่วนตัวช่วยลดการแพร่เชื้อได้
ดูแลสัตว์เลี้ยง
สัตว์เลี้ยง เช่น แมวและสุนัข อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อกลาก หากพบขนร่วงเป็นหย่อมหรือผิวหนังผิดปกติ ควรพาไปพบสัตวแพทย์

เมื่อใดควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้
- ผื่นลุกลามรวดเร็ว
- เป็นหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
- มีหนอง เจ็บ หรือบวมแดง
- เป็นบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ หรืออวัยวะเพศ
- ใช้ยาทาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์
- เป็นซ้ำบ่อย
- มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น การขูดผิวหนังส่งตรวจเชื้อรา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม
FAQ
กลากและเกลื้อนเกิดจากเชื้อราเหมือนกัน แต่เป็นคนละชนิดกัน โดย กลาก เกิดจากเชื้อรา Dermatophytes ส่วน เกลื้อน เกิดจากเชื้อยีสต์ Malassezia ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนมากผิดปกติเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก และผิวมัน
กลากมักมีลักษณะเป็นผื่นแดงรูปวงกลม ขอบนูน มีขุย และมักมีอาการคัน ส่วนเกลื้อนมักเป็นรอยด่างสีขาว น้ำตาล หรือชมพู มีขุยละเอียด และมักไม่คันหรือคันเพียงเล็กน้อย
กลากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ การใช้ของส่วนตัวร่วมกัน หรือการสัมผัสสัตว์เลี้ยงที่มีเชื้อรา ส่วนเกลื้อนเกิดจากเชื้อ Malassezia ที่มีอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติ จึงไม่ได้ติดต่อในลักษณะเดียวกับกลาก
กลากสามารถเกิดได้หลายบริเวณ เช่น หนังศีรษะ ลำตัว ขาหนีบ มือ และเท้า ส่วนเกลื้อนมักพบบริเวณหน้าอก หลัง คอ และต้นแขน
การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของเชื้อรา โดยอาจใช้ยาทาต้านเชื้อรา เช่น Clotrimazole, Ketoconazole, Miconazole หรือ Terbinafine หากเป็นบริเวณกว้าง เป็นซ้ำบ่อย หรือยาทาไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณายาต้านเชื้อราชนิดรับประทาน
ไม่ควรปล่อยให้กลากหรือเกลื้อนหายเองโดยไม่รักษา เพราะเชื้อราอาจแพร่กระจายหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ หากมีผื่นผิดปกติ ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
ควรรักษาผิวให้แห้งและสะอาด อาบน้ำหลังออกกำลังกาย เช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อเปียกเหงื่อ และซักผ้าเช็ดตัวอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า รองเท้า หวี หรือหมวก ร่วมกับผู้อื่น
ควรพบแพทย์หากผื่นลุกลามเร็ว เป็นหลายตำแหน่ง มีหนอง เจ็บ บวมแดง หรือเกิดบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ หรืออวัยวะเพศ รวมถึงกรณีใช้ยาทาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย






